วาไรตี้

วาไรตี้ | 27 ธันวาคม 2556, 01:48

ชะลอวัยด้วยผลไม้สีแดง

ผักสีแดง
ธรรมชาติเสกสร้างสีสันให้ผักผลไม้มีความหลากหลาย ในแต่ละสี ก็ล้วนมีดีที่ต่างกันไป ผักผลไม้ที่มีสีแดง หรือที่ฝรั่งเค้าเรียกกันว่า “Red foods” ก็ไม่แพ้ใครเช่นกัน

ผักผลไม้สีแดงมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เด่น มากอยู่สองตัวคือ ไลโคพีน และ แอนโทไซยานินส์ ไลโคพีนนั้นเด่นในเรื่องการป้องกันมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคมะเร็งยอดฮิตของผู้ชาย และยังมีการศึกษากันมากว่าไลโคพีนช่วยให้ผิวทนแสงยูวีได้ดีขึ้น หรือเรียกง่ายๆว่าเป็นสารกันแดดจากภายในอีกด้วย (ว้าวๆ) ส่วนแอนโทไซยานินส์นั้น มีการศึกษากันมากในคุณสมบัติเรื่องการลดคอเลสเตอรอลตัวร้ายในเลือด และช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม อันเป็นโรคที่สัมพันธ์กับอนุมูลอิสระโดยตรง เรามาทำความรู้จักกับผักผลไม้เด็ดๆในกลุ่มสีแดงกันค่ะ


มะเขือเทศ เป็นขุมพลังไลโคพีน จะนำไปแช่เย็นแล้วทานเล่นแก้เครียด หรือนำไปผัดไฟอ่อนๆกับน้ำมัน
มะกอกสักเล็กน้อย ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มการดูดซึมให้ดีขึ้น

แตงโม ผลไม้หวานชื่นใจอย่างแตงโมก็มีวิตามินซีสูงเช่นกัน และแน่นอนว่ายังมีไลโคพีนจัดเต็มอีกด้วย ในส่วนของความหวานของแตงโมที่รับประทานเข้าไปเป็นน้ำเสียเยอะ เป็นคาร์โบไฮเดรตและถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในเลือดจริงๆแล้วน้อย ค่าไกลซีมิกโหลดจึงไม่สูง สรุปว่า รับประทานได้ ไม่อ้วน (ถ้าจัดแต่พอประมาณ ไม่ใช่ครั้งละลูกสองลูก!!)

สตรอเบอรี่ เป็นแหล่งของวิตามินซีและโฟลิก ประมาณว่าอัดแน่นด้วยสารต้านอนุมูลอิสระทานแล้วทั้ง ผิว ตา หัวใจ ต่อมลูกหมาก ได้ชะลอวัยไปพร้อมๆกัน และที่สำคัญ จัดเป็นผลไม้น้ำตาลไม่สูง จึงกินได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด

เชอรี่ ต้านการอักเสบได้ดี (การอักเสบซ่อนเร้นในระดับเซลล์ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผิวเราแก่) และยังมีโปแทสเซี่ยมสูง ให้ผลดีในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง (แต่ไม่เหมาะกับคนเป็นโรคไต)

พริกหยวกแดง แหล่งของวิตามินเอและซีระดับเข้มข้น นอกจากนำมาทานเป็นสลัดแล้ว ยังอาจนำมาผัดกับเนื้อสัตว์ต่างๆ นึ่งทานกับน้ำพริก หั่นชิ้นเล็กเจียวกับไข่ หรืออีกสารพัดเมนูแล้วแต่จะสร้างสรรค์

ราสพ์เบอรี่ มีคุณสมบัติกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่ช่วยสลายไขมัน จึงเหมาะกับการนำมารับประทานทดแทนขนมในช่วงลดน้ำหนัก

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นทางเลือกหลัก ที่เราควรให้ความสำคัญเสมอ แต่สำหรับคนรักสุขภาพที่ไม่มั่นใจว่าจะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเพียง พอจากอาหารที่ได้รับประทานในแต่ละวัน อาจลองปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรับประทานวิตามินหรืออาหารเสริมเพื่อ เป็นทางเลือกได้ค่ะ

 

ที่มา : siamdara

Copyrights © 2009 www.publicpostonline.com All Rights Reserved.
E-mail : publicthai@yahoo.com
counter