การเมือง

ปั่นการเมืองนอกสภาเดือด

5 มิถุนายน 2556



การเมืองนอกสภา กลับเข้าสู่บรรยากาศอึมครึมอีกครั้ง เมื่อม็อบกลุ่มต่าง ๆ เริ่มขยับเคลื่อนไหวกันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเสื้อแดง กลุ่มพันธมิตรฯ กลุ่มเสื้อหลากสี ที่แปรขบวนออกมาเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ นอกจากนี้ยังมีความเคลื่อนไหวในโลกไซเบอร์ ที่เห็นชัดเจนคงเป็นฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล ไม่ชอบ”ปู” เกลียด“แม้ว”  

ไล่มาตั้งแต่การแฮกเว็ปไซต์สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ด่าทอ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ด้วยถ้อยคำหยาบคาย มาถึงการการเปิดเว็ปไซต์ “ไทยสปริง” นำโดยพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร นายแก้วสรร นายขวัญสรวง อติโพธิ กลุ่มคนหน้าเดิมที่ออกมาปลุกระดมเครือข่ายให้ลุกขึ้นมาต่อต้าน ภายใต้สโลแกนอันสวยหรู “ดอกบัวแห่งการตื่นรู้” ปฏิเสธอำนาจการบริหารประเทศของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ล่าสุดกับปรากฏการณ์ “หน้ากากขาว” หรือ กาย ฟอกว์ ที่ชาวโซเชียลเน็ตเวิร์คกลุ่มต้านรัฐบาล พร้อมใจกันเปลี่ยนรูปโปรโฟล์ในหน้าเฟชบุ๊ค ให้เป็นรูป“หน้ากากขาว” เพื่อแสดงเชิงสัญลักษณ์ในการต่อต้านระบบทักษิณ ด้วยข้อความ “ขณะนี้กองทัพประชาชนได้ลุกขึ้นมาแล้ว ข้าขอประกาศว่า ข้าจะล้มล้างระบอบทักษิณให้หมดสิ้นจากแผ่นดินไทย”    

ที่มาของหน้ากากขาว มีที่มาจากภาพยนตร์เรื่อง V For Vendetta ซึ่งเป็นการอ้างอิงมาจากประวัติศาสตร์การเมืองของแดนผู้ดีอังกฤษ เรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่สวมหน้ากากขาว เรียกตนเองว่า V มีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการที่อ้างอิงอยู่กับสถาบันกษัตริย์อังกฤษสมัยนั้น แต่ถูกสั่งประหารด้วยการแขวนคอ หลังถูกจับขณะกำลังวางระเบิดอาคารรัฐสภา หน้ากากดังกล่าวมีรูปลักษณ์คล้ายตัว “วี” เป็นสีขาว มีหนวด มีขนคิ้วสีดำ เป็นหน้ากากบ่งบอกอารมณ์ที่ลุ่มลึกเฉยเมย แฝงด้วยสีหน้าเยาะเย้ยเหยียดหยันในหลากหลายรูปแบบ ทำการเปิดฉากโจมตีเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทั้ง เฟสบุ๊ก ทวิตเตอร์ ของเครือข่ายระบอบทักษิณ

แต่วันนี้ยังไม่มีใครเปิดเผยตัวตนว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ยุทธการหน้ากากสีขาวนี้ ยังไม่รู้ว่าใครเป็นแกนนำ แต่ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายว่าไม่พ้นเป็นพวกฝ่ายตรงข้ามขั้วอำนาจชุดนี้ ทั้งกลุ่มพันธมิตรฯ เสื้อหลากสี “ม็อบเสธ.อ้าย” แนวร่วมที่ผสมกับแฟนคลับประชาธิปัตย์ ซึ่งก็นับได้ว่าสร้างความความฮือฮาในโลกออนไลน์ของไทยไม่น้อย ส่งผลกระเพื่อมไปยังรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย กับการเปิดฉากรวมพลกันนัดแรกที่ลานหน้า ห้าง เซ็นทรัลเวิล์ด

แน่นอนว่าที่เลือกมาแสดงตัวตน ณ สถานที่แห่งนี้เป็นที่แรก ก็เพื่อแสดงเชิงสัญลักษณ์ตอกย้ำกลุ่มแนวร่วมและคนกรุง ไม่ให้ลืมเลือนเหตุการณ์ความรุนแรงจากการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 และอีกทางหนึ่งเป็นการจุดกระแสความเกลียดชังรอบใหม่ขึ้นมา

นอกจากเครือข่ายในประเทศไทยแล้ว หน้ากากขาวยังลามไปยังกลุ่มเครือข่ายที่อยู่ใน สหรัฐอเมริกา เมื่อชาวไทยในนครลอสแองเจลิส ในนามกลุ่มหน้ากากขาวยูเอสเอ เกือบ 100 คน  นัดหมายกันผ่านโซเชียลมีเดียร์ และ นสพ.ภาษาไทยในชุมชน เชิญชวนกันใส่หน้ากากขาว ออกมาเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์และระบอบทักษิณ ในย่านไทยทาวน์ เป็นแนวขนานไปกับกลุ่มเครือข่ายในไทย และยังปลุกระดมให้เครือข่ายที่อยู่ในหลายเมืองของสหรัฐฯ เช่น ชิคาโก นิวยอร์ก ออกมาเคลื่อนไหวแบบเดียวกัน

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ได้เกิดเหตุลอบวางระเบิดที่ย่านรามคำแหง หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คลำเป้าลำบาก เพราะรู้ดีว่าเป็นพื้นที่อิทธิพลของกลุ่มมาเฟียอันหลากหลาย ขณะเดียวกันยังเป็นแหล่งพักพิงของเครือข่ายก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และกลุ่มก่อเหตุต่างๆ ซึ่งก็พอดีเป็นวันเดียวกับวันที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีนัดทานมื้อค่ำร่วมกับผบ.เหล่าทัพ ที่โรงแรม พลาซ่าแอทธินี รอยัล เมอริเดียน นำโดย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.

แล้วก็เป็นช่วงเดียวกับมีการปล่อยข่าวปลด พล.อ.ประยุทธ์ ออกจากตำแหน่งจ่าฝูงกองทัพบก แล้วยังลามไปถึง “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด อาจถูกเด้งไปเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อหลีกทางให้“เพื่อนตู่” ซึ่งเป็นการปล่อยข่าวออกมาแบบที่เรียกว่าไม่มีปี่มีขลุ่ย แล้วก็ได้ผลพอสมควรกับการตอกลิ่มให้รัฐบาลและกองทัพเกิดความหวาดระแวงกัน ตามแผนของกลุ่มคุมเกมในฝ่ายอำมาตย์ หลังจากช่วงหลังๆ ภาพความสนิทชิดเชื้อของรัฐบาลกับกองทัพ ดูจะบาดใจคนเหล่านี้มาก

ตามมาติดๆ ด้วยการปล่อยข่าวผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก อ้างข้อมูลตำรวจว่าจะมีการวางระเบิดตามศูนย์การค้าที่มีคนพลุกพล่าน ทำให้ฝ่ายรัฐบาล หน่วยงานความมั่นคง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ นั่งกันไม่ติดเก้าอี้ ดาหน้าออกมาปฏิเสธข่าวทันทีทันควัน

กับปรากฏการณ์การใช้โซเซียลเน็ตเวิร์ก รุกไล่โจมตีรัฐบาลเพื่อหวังผลทางการเมือง ในช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองนอกสภาที่น่าสนใจ ที่กลุ่มต้านมีการใช้ช่องทางโซเซียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งเป็นการรับส่งข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วฉับไว ไม่ต้องใช้เงินทุนอะไรมาก แกนนำไม่จำเป็นต้องเปิดตัว เพราะที่ผ่านมาเมื่อมีการเปิดตัวกลุ่มม็อบที่แปรขบวนมาจาก กลุ่มพันธมิตรฯ เครือข่ายแฟนคลับพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้สังคมเกิดความกังขา แต่ถือว่ายุทธศาสตร์นี้บรรลุผล ทำให้รัฐบาลและแกนนำพรรคเพื่อไทย ต้องมาพะวักพะวงกับการตามแก้ข่าวในโลกไซเบอร์

ขนาดที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯออกโรง แฉ ความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลในขณะนี้ เป็นกลุ่มที่จ้องล้มรัฐบาลซึ่งมีทั้งอดีตนักธุรกิจสื่อสารที่ได้เมียสวยมีข่าวไปทั้งประเทศ กลุ่มทุนขายเป็ดขายไก่  และกลุ่มธุรกิจน้ำเมา  ทั้งก็เพื่อตีกันกลุ่มเหล่านี้ ว่า รัฐบาลรู้เบื้องหลัง แต่จะใช่หรือไม่ ต้องพิสูจน์กันต่อไป

การออกมาเร่งปั่นอุณหภูมิการเมืองให้ร้อนขึ้น ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าดัน ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ แกนนำกลุ่มนปช. และร่างพ.ร.บ.ปรองดอง ฉบับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงการเดินหน้าแผนการพัฒนาตามยุทธศาสตร์พ.ร.บ.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ และตามร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อวางโครงสร้างประเทศด้านคมนาคม เพราะขืนปล่อยให้หมากที่เครือข่ายระบอบทักษิณ วางไว้เดินไปจนจบกระดาน ก็แน่นอนว่าหนทางที่ขั้วตรงข้ามจะโงหัวขึ้นมาสู้แทบมองไม่เห็นทาง

และล่าสุดรัฐบาลเพิ่งเปิดประชุมสภาฯสมัยวิสามัญ เข็นร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 วงเงิน 2.525 ล้านล้านบาท ผ่านวาระแรกไปแล้ว ตอนนี้จึงยังพอมีช่องให้หายใจหายคอกันบ้าง เพราะกว่าจะเปิดสมัยประชุมสามัญทั่วไป ก็ยังอีกเกือบ 2 เดือน คือวันที่ 1 ส.ค. ที่มีวาระร้อนๆ รอจ่ออยู่เต็มสภาฯ รัฐบาลเพื่อไทยคงต้องโฟกัสไปที่การเมืองนอกสภา กลุ่มม็อบต่างๆ ที่ออกมาปั่นกระแสทางการเมือง ต้องหาทางรับมือให้ดี

โดยเฉพาะกับคำสั่งลับไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 ผู้บังคับการตำรวจภูธรทุกจังหวัด ต้องสกัดกระแสการปลุกม็อบของกลุ่มเกษตรกรชาวนา ชาวสวนต่างๆให้ได้ ไม่ให้ลามเข้ามาชุมนุมในกรุงเทพฯ เพราะกลัวจะเอาไม่อยู่

ขณะที่พรรคการเมืองปรปักษ์อย่างประชาธิปัตย์ คงไม่ต้องสนใจอะไรมากนัก ถึงแม้จะเดินสายจัดเวทีผ่าความจริงไปทั่วประเทศ แต่ก็ยังเป็นชุดข้อมูลเดิมๆ จนวันนี้ลำพังศักยภาพของพรรคประชาธิปัตย์แทบจะไม่มีพลังอะไรหลงเหลืออยู่แล้ว มีสภาพอ่อนเปลี้ย เพราะแกนนำของพรรคทั้งหัวหน้าพรรค “เดอะมาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคฯ ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการต่อสู้คดีสั่งการล้อมปราบคนเสื้อแดง ซึ่งคดีเริ่มงวดเข้ามาทุกที

แม้ศักยภาพที่โดดเด่นของพรรคเก่าแก่ คือการขุดคุ้ยข้อมูลการทุจริตในโครงการต่างๆของรัฐบาล ที่ผ่านมาก็ใช้เวทีถกร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ57 ถล่มโครงการรับจำนำข้าว มีการเปิดตัวละครตัวใหม่ “ เลขาฯรมว.พาณิชย์ เป็นจอมบงการอยู่เบื้องหลัง ไล่ไปถึงงบประมาณจัดซื้อรถตู้รับส่งนักเรียน 12 ที่นั่ง ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ส่อถึงความไม่ชอบมาพากล ซึ่งก็ทำให้รัฐบาลจุกไปพักใหญ่ แต่คงไม่ทำให้รัฐบาลสะเทือน “ซาง”แต่อย่างใด

ทั้งพรรคเพื่อไทยและนายใหญ่ย่อมประเมินสถานการณ์ออกว่า สิ่งที่น่าห่วงที่สุดคือ กลุ่มการเมืองนอกสภา ที่หลายกลุ่มก้อนรอการผสมโรงอยู่ ขณะที่รัฐบาลเองต้องคอยลุ้นระทึกไปกับ องค์กรอิสระต่างๆ ที่ชัดเจนว่าไม่เอากับรัฐบาลชุดนี้ ทั้งปมการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ที่มีคำร้องนอนรออยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ อย่างน้อย 6 คำร้อง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าผลการวินิจฉัยจะออกมาเป็นอย่างไร

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 เป็นการล้มล้างการปกครองก็จะส่งผลให้พรรคการเมืองโดนยุบ 6 พรรค รวมถึงพรรคเพื่อไทย และสมาชิกรัฐสภา 312 คน จะสิ้นสภาพโดนตัดสิทธิทางการเมืองทันที ซึ่งการเมืองไทยก็จะกลับไปสู่ความขัดแย้งเหมือนในรอบหลายปีที่ผ่าน เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กร ซึ่งคำวินิจฉัยดัวกล่าวจะส่งผลสะเทือนต่อวงการเมืองไทยอย่างรุนแรงอีกครั้ง อาจเกิดการเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่มการเมืองทั้ง 2 ฝ่าย ขยายวงลุกลามจนรัฐบาลคุมไม่อยู่ กลายเป็นม็อบชนม็อบ ถึงขั้นที่กองทัพต้องออกมาหยุดเหตุการณ์ความวุ่นวายอีกครั้ง

นี่ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่เลวร้ายข้อหนึ่ง ซึ่งก็มีทั้งความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ แต่หากรัฐบาลไม่รีบดับไฟเสียแต่ต้นลม ทั้งปมส่อทุจริตในโครงการต่างๆ การปลุกกระดมผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก กระแสเหล่านี้เป็นเหมือนไฟลามทุ่ง หากจุดติดเมื่อไรก็ยากที่จะดับ

ประกอบกับองค์กรอิสระที่เป็นไม้เบื่อไม่เมากับรัฐบาลชุดนี้ กำลังพิจารณาคดีสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อบ้านเมือง

จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ นายใหญ่และรัฐบาลพรรคเพื่อไทย อาจล้มคว่ำคะมำหงายได้อีกรอบ..!!


เหยี่ยวดง / โต๊ะข่าวการเมือง : รายงาน

Copyrights © 2009 www.publicpostonline.com All Rights Reserved.
E-mail : publicthai@yahoo.com
counter