การเมือง



หลากปมร้อน..รอจุดระเบิดการเมือง

20 มิถุนายน 2556

 

ช่วงนี้จึงถือได้ว่า เป็นช่วงขาลงของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เพราะอะไรต่อมิอะไรถาโถเข้าใส่รัฐบาลเต็มๆ ทำเอาเสถียรภาพของรัฐบาลดูจะง่อนแง่น เอียงไปเอียงมา เรียกว่า เวลาแห่งการดื่มน้ำผึงพระจันทร์หมดลงแล้ว

ที่เด่นชัดคงหนีไม่พ้น “โครงการรับจำนำข้าว” ของรัฐบาลที่พ่นพิษใส่เต็มๆ แทนที่โครงการนี้จะไปจะเดินไปอย่างสวยหรู ตามที่รัฐบาลเพื่อไทยหวาดฝันไว้ กวาดคะแนนเสียงชาวรากหญ้า นั่นคือ ชาวนา กระดูกสันหลังของประเทศให้อยู่กับมือ แต่ผ่านมา 1 ปี 4 เดือน โครงการนี้เต็มไปได้ด้วยปัญหามากมาย ที่เด่นชัดคือ การทุจริตอย่างมากมายมหาศาล โดยนักการเมืองใกล้ชิดรัฐบาล ที่หากินกอบโกยจนไม่หวาดไม่ไหว ทำเอาชาติสูญเสียจากการขาดทุนในโครงการอย่างมโหฬารกว่า  2 แสนล้านบาท…

ส่งผลให้รัฐบาลต้องกลืนน้ำลายตัวเอง ยอมที่จะปรับราคารับจำนำข้าวทุกเมล็ด จากราคา 15,000 บาทต่อตัน มาเป็นรับจำนำราคา 12,000 บาทต่อตันแทน เพื่อลดความเสียหาย ซึ่งรัฐบาลต้องยอม เพราะรู้ดีว่า หากเดินหน้าต่อไป ย่อมได้ไม่คุ้มเสีย แต่การที่จะยอมยกเลิกโครงการดังกล่าวนั้นตามที่กระแสเสียงของนักวิชาการและพรรคประชาธิปัตย์ รัฐบาลยอมไม่ได้ เพียงแค่ลดราคาจำนำก็ทำให้รัฐบาลเสียหน้าไปไม่ใช่น้อย 

ดังนั้นการ”เลือก”ที่จะลดราคาย่อมดีกว่าการยกเลิกโครงการแม้ว่า จะมีเสียงคัดค้านจากสมาคมชาวนาไทย ที่ไม่เห็นด้วย  เพราะเห็นว่า ผลประโยชน์ของชาวนาที่จะได้รับลดลง ไม่คุ้มกับค่าบริหารจัดการของชาวนา  ซึ่งการประกาศลดราคารับจำนำเท่ากับเป็นการสารภาพกลายๆ ของรัฐบาลที่ยอมรับโครงการนี้ล้มเหลวผิดพลาด และหากดื้อดึงต่อไปอาจนำรัฐบาลไปสู่จุดจบได้เร็วขึ้น     ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เองก็ออกมาย้ำหลายครั้งทั้งในเวทีสภาและนอกสภา ชี้ถึงความล้มเหลวของโครงการและทวงถามความรับผิดชอบจากรัฐบาล

ผลสุดท้ายย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าแผลร้ายนี้เริ่มกินลึกเข้าไปที่ตัว “นายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าไปทุกที แม้จะพยายามดีดตัวลอยเหนือปัญหามาตลอด แต่ในฐานะนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) โดยตำแหน่งอยู่แล้ว ยิ่งปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้แน่นอน เพราะข้าวทุกเมล็ดที่รับจำนำไว้ ข้าวทุกเมล็ดที่ขายระบายออกไป ทุกทศนิยมนายกฯต้องรับทราบทั้งหมด

นอกเหนือปัญหาจำนำข้าวแล้ว รัฐบาลยังต้องเจอปัญหาการเมืองนอกถนนอีกไม่ว่าจะเป็นม็อบหน้ากากขาว ที่ใช้เครือข่ายโซเซียลเน็ตเวิร์ก เคลื่อนไหวรวมตัวต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์   เครือข่าย "กองทัพประชาชน โค่นระบอบทักษิณ ที่นัดหมายชุมนุมใหญ่ในปลายเดือนกรกฎาคม  กลุ่มของนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์  น.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์  ที่เคลื่อนไหวชุมนุมต่อต้านการบริหารประเทศของนายกฯยิ่งลักษณ์ ซึ่งล่าสุดมีการขอยื่น นายกฯ พระราชทาน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ก็พร้อมที่จะผนึกกำลังกับอีกหลายกลุ่มที่เป็นขาประจำของรัฐบาลชุดนี้

อีกทั้งกรณีการฆ่า “นายเอกยุทธ อัญชัยบุตร” หรือ “เสี่ยป๊อด” หรือ “จอร์จ ตัน” เอกยุทธ อัญชัญบุตร อดีตเจ้าพ่อแชร์ชาร์เตอร์ และอดีตกลุ่มผู้ก่อการกบฏ“รัฐบาลป๋า” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์  แม้ว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสรุปคดีนี้ว่า เป็นการชิงทรัพย์ ซึ่งฆาตกรก็ไม่ใครที่ไหน แต่เป็นคนใกล้ตัวก็คือ “ไอ้บอล” สันติภาพ เพ็งด้วง คนขับรถที่ “เสี่ยป๊อด” เพิ่งจะรับเข้ามาทำงานได้ไม่กี่เดือน และให้ความไว้วางใจถึงขนาดฝากชีวิตไว้หลังพวงมาลัย จนมีการขยายคดีไปถึงคนใกล้ตัวและคนในครอบครัวของ “ไอ้บอล” ที่มีส่วนรู้เห็น

จนถึงวันนี้แม้ประเด็นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายคลี่คลายคดี จะมุ่งไปที่การฆาตกรรมชิงทรัพย์ โดยพบมูลเหตุจูงใจในหลาย แต่บรรดาคอการเมืองขึ้นสมองนึกรู้ทันทีว่าเรื่องนี้ไม่จบลงง่ายๆ แน่ เพราะเป็นที่รู้กันทั้งประเทศว่า นายเอกยุทธ  ไม่ใช่นักธุรกิจธรรมดา  แต่เป็นนักธุรกิจที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม นายใหญ่ “ทักษิณ ชินวัตร “อดีตนายกฯ  เปิดเว็บไซต์ส่วนตัวชื่อ ไทยอินไซเดอร์ วิพากษ์วิจารณ์ โจมตี “นายใหญ่ อย่างเผ็ดร้อน        

ล่าสุดยังมีกรณีการเปิดโปง น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไปพบปะกับนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลายคน ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์  ทั้งที่อยู่ในเวลาราชการ อันเป็นข่าวครึกโครมอื้อฉาว เป็นที่มาของวลี "ว.5 โฟร์ซีซัน"  ดังนั้นจึงไม่แปลกที่สังคมและคอการเมืองคาใจว่า  นายเอกยุทธจะมาตายน้ำตื้นแค่คนขับรถ หรือเป็นแค่คดีนี้ ฆาตกรรมชิงทรัพย์ธรรมดาๆ  แต่มันน่าจะมีกลุ่มผู้บงการอยู่เบื้องหลัง เพราะด้วยรูปคดีและการวางแผนละเอียดทุกขั้นตอนตั้งแต่ฆ่า ไปจนถึงการหลบหนี ที่สำคัญคือวิธีการทำลายหลักฐาน มันดูเนียนจนผิดสังเกต อย่างไรก็ตามเชื่อแน่ว่าคดีการตายของ “เอกยุทธ” สุดท้ายก็จะกลืนหายไปกับกาลเวลาเหมือนกับกรณีอื่นๆ เพราะอย่าลืมว่าถึงแม้เงื่อนงำการตายในครั้งนี้มันมีความไม่ชอบมาพากลแน่ แต่การจะสาวไปให้ถึงต้นตอผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริง คงยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร

แต่ร่างที่ไร้วิญญาณของ “เอกยุทธ” ก็ถูกรุมทึ้งโดยฝูงแร้งการเมือง โดยเฉพาะกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถึงแม้โดยหลักการและอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่าง “เอกยุทธ”กับประชาธิปัตย์ จะอยู่กันคนละโลก แต่เมื่อมีศัตรูร่วมคนเดียวกันอย่าง “ทักษิณ ชินวัตร” ก็เลยต้องฝืนจับมือเดินร่วมกันไปก่อน มีการโยนลูกไฟเข้าใส่ฝ่ายถืออำนาจรัฐ คือรัฐบาลไปเต็มๆ ตั้งข้อสังเกตว่าคนในเครือข่ายระบอบทักษิณ อาจมีส่วนรู้เห็นด้วย

ทั้งที่จะว่ากันจริงๆแล้ว คนอย่าง “เอกยุทธ” ก็ถือว่ามีศัตรูอยู่รอบทิศ แม้แต่มิตรบางคนก็ยังเป็นศัตรูที่ไม่อยากให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป จึงแน่นอนว่าคดีนี้ก็จะกลายเป็นคดีการเมือง เป็นปมขัดแย้งทางการเมืองอีกปมหนึ่ง

และล่าสุด กับการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขตดอนเมือง แทน”นายการุณ โหสกุล “ซึ่งเขตนี้ถือเป็นเขตควบคุมของพรรคเพื่อไทยที่ยึดครองมายาวนาน กลับโดน”ฉก”เก้าอี้ไปอย่างหน้าตาเฉย เพราะ “แซม” ยุรนันท์ ภมรมนตรี ผู้สมัครซ่อมส.ส.กทม. เขตดอนเมือง ของพรรคเพื่อไทย พ่ายแพ้ให้แก่ “อี้” แทนคุณ จิตต์อิสระ ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยหากดูฐานคะแนนเดิมจากการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นานมานี้ ฐานคะแนนในเขตดอนเมืองนี้ถือว่าผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ทิ้งขาดคู่แข่งมากที่สุดนับหมื่นคะแนน แต่วันนี้เมื่อคนลงสมัครไม่ใช่คนชื่อ “เก่ง” การุณ โหสกุล ผู้กว้างขวางในพื้นที่อีกต่อไป

หลากหลายปมที่รัฐบาลเจอ ฝ่ายค้านและขั้วตรงข้ามย่อมรู้ดี จึงนำเรื่องเหล่านี้พุ่งโจมตีเข้าใส่รัฐบาล นับว่าเข้าตากรรมการคือชาวบ้านที่อยู่ในกลุ่มกลางๆ เกือบทุกเม็ดทุกดอก

ปมประเด็นดังกล่าวย่อมบั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาลไปทุกที  ทำให้ตัว นายกฯปู เองก็ใกล้จะเดินมาถึงทางตันเข้าไปทุกที โดยเฉพาะบรรดารัฐมนตรีแถวสอง แถวสาม หรือแถวสี่เหล่านี้ ที่พิสูจน์แล้วว่า “กึ๋นหาย” ไม่สามารถขึ้นมาจับงานใหญ่ ที่นายใหญ่ต้องการให้ปั่นเป็นผลงานมัดใจฐานเสียงชาวรากหญ้าได้  และคนที่มีฝีมือในการจัดการบรรดา”ม็อบ”ต่างๆ        

ดังนั้นช๊อตต่อไปคงหนีไม่พ้นปรับ ครม.ต่อเนื่องมา ตามอารมณ์ “เฉือนเนื้อร้ายรักษาชีวิต”  เพื่อหวังเอาตัวรอดต่ออายุรัฐบาลอีกเฮือก ดิ้น เพื่อรักษาตัวรอดในยามนี้  จึงเชื่อได้ว่าไม่มีการปรับชุดเล็กแน่ คงโล๊ะกันหลายตำแหน่ง      โดยเฉพาะ “บุญทรง เตริยาภิรมณ์   รมว.พาณิชย์ คนใกล้ชิด เจ๊แดง” ได้ตายไปจากรัฐบาลนี้แล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องมีการปรับครม. เพื่อเขี่ย “บุญทรง” ทิ้งแน่ แต่ตอนนี้หน้าฉากก็ต้องให้เจ้าตัวเล่นบทตีมึนและรับเละไปแต่เพียงผู้เดียวก่อน พยายามกัน “นายกฯปู” ออกไปให้ไกลที่สุด

ที่สำคัญจะเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาล”ปู”จะดึงเอาพวกมืออาชีพ บารมีถึง อย่างกลุ่มบ้านเลขที่ 111 ที่พ้นบ่วงมารแล้ว หรือกลุ่ม 109 ที่จะกำลังจะตามมาในช่วงปลายปีนี้ เข้ามาเสริมทีมไปพลางก่อน  ตอนนี้ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อตีตื้นคะแนนที่เสียไปคืนกลับมาให้ได้ โดยเฉพาะกับสารพัดโครงการมหาเมกกะโปรเจกต์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นโครงการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ตาม พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท หรือโครงการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ตามร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพราะหากยังฝืนใช้พวกมือไม่ถึงเหล่านี้อยู่ แน่นอนว่ารัฐบาลไปทั้งกระดานแน่ จึงต้องเอานักการเมืองจอมเขี้ยวเหล่านี้มาช่วยประคับประคองรัฐบาลไปให้ได้

แต่หากประเมินแล้วว่า “นายกฯปู” เอาสถานการณ์ไม่อยู่จริงๆ วิธีสุดท้ายก็คือการยุบสภา ซึ่งฟากฝ่ายนายใหญ่ก็เตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้ทุกช่องทางแล้ว โดยมีการประเมินท่าทีทางฝ่ายกองทัพอยู่ตลอดเวลา จนมั่นใจว่าหากไม่ทำอะไรที่จะเป็นการท้าทายอำนาจกองทัพ รัฐบาลชุดนี้ก็ยังคงอยู่ต่อไปได้ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าการจัดงบประมาณ หรือโครงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อะไรที่ทางฝ่ายกองทัพขอมา แทบจะไม่มีการปฏิเสธ แถมยังจัดให้เต็มๆ

หวังจะเป็นการซื้อใจกัน ท่ามกลางกระแสข่าวปล่อยจากกลุ่มขั้วตรงข้าม ที่ยังหวังจะให้อำนาจนอกระบบเข้ามาล้มรัฐบาลชุดนี้ให้ได้ โดยเฉพาะการปล่อยข่าวว่าทหารจะปฏิวัติ จนต้องมีการนัดกินข้าวเคลียร์ใจกันระหว่างรัฐบาลและผบ.เหล่าทัพ

แต่เมื่อเห็นว่าประเด็นกระสุนด้าน ฟืนเปียกจุดไม่ติด แบบที่ “บิ๊กหรุ่น” พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมณ์ ผบ.ทร. ออกมาแสดงความเห็นกับการยุยงให้ทหารทำปฏิวัติ ก็เลยเปลี่ยนวิธีการใหม่ ด้วยการปล่อยข่าวช่วงที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เดินทางไปเยือนกองทัพบกสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ ว่ามีการนัดพบกับนายใหญ่ที่ วอชิงตัน ดีซี แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรในกอไผ่

แต่ถึงอย่างไร การเมืองไทยก็คงประมาทอะไรไม่ได้ เพราะทันทีที่สิ้นเสียงระเบิดย่านรามคำแหง 43/1 สายเยี่ยวทั้งหลายที่แค่มองตาก็รู้ใจว่า ขบวนการล้มรัฐบาลปูยังไม่สิ้นฤทธิ์

เมื่อไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องเอาด้วยกล  !!


โต๊ะข่าวการเมือง : รายงาน

Copyrights © 2009 www.publicpostonline.com All Rights Reserved.
E-mail : publicthai@yahoo.com
counter