การเมือง

ผ่าทางตันการเมือง

5 กรกฎาคม 2556
โดย : เหยี่ยวดง



ในที่สุด ครม.ชุด “ปู 5” ก็คลอดออกมาซะที ซึ่งก็ไม่ได้สร้างเซอร์ไพรส์อะไรกับคอการเมืองมากนัก เพราะเป็นแค่เหล้าใหม่ในขวดเก่า แล้วเอาฉลากใหม่มาตัดแปะ สลับปรับเปลี่ยนตำแหน่ง เปิดเก้าอี้พื้นที่ให้พวกสมาชิกบ้านเลขที่ 111 เข้ามาประคองรัฐบาลเพื่อหวังต่อเวลาอายุให้ยืดยาวออกไปอีกนิดหน่อย

ขณะเดียวกันก็ยังเป็นการลดแรงเสียดทานของสังคม จากพิษโครงการรับจำนำข้าว ที่กำลังทำรัฐบาลสะบักสะบอม จากการโกงกินทุจริตของกลุ่มผลประโยชน์ ทั้งนักการเมือง พ่อค้า โรงสี และรวมไปถึงกลุ่มเกษตรกรรายใหญ่ ที่ใกล้ชิดรัฐบาล

รวมไปถึงปัญหาที่เกิดจากการบริหารจัดการของรัฐบาลในโครงการใหญ่ คือโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่ศาลปกครองมีคำสั่งให้รัฐบาลเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างทั่วถึง และจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 57 วรรคสอง และมาตรา 67 วรรคสอง ทำให้โครงการนี้ต้องสะดุดหยุดชะงักลง

แต่ไม่ว่ารัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะปรับครม.อีกครั้ง เปลี่ยนหน้าตารัฐมนตรีกันกี่หน ก็ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่นเชื่อถือให้กับประชาชน เพราะไม่ได้แก้ปัญหาให้ตรงจุดที่ฝ่ายโฟกัสว่ารัฐบาลจะมีมาตรการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างไร เพราะปัญหาการทุจริตทำให้ประเทศเสียหายมหาศาล และที่มาของครม.ปู 5 ก็มาจากปัญหาทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวนี่เอง

การที่กลุ่มอำนาจ“ตระกูลชิน” ดึงกลุ่มบ้านเลขที่ 111 เข้ามาร่วมวงรัฐบาลน้องสาว นอกจากต้องการอาศัยความเชี่ยวกรากทางการเมือง เพื่อเดินเครื่องสานต่อโครงการประชานิยม เพราะคนพวกนี้แน่นอนว่าเป็นพวกแถวหนึ่งที่มีประสบการณ์ ผ่านงานบริหารภาครัฐ ผ่านเวทีนิติบัญญัติ ที่สำคัญถือได้ว่าเริ่มจุดเคาต์ดาวน์ของรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้นจึงต้องเร่งปั่นผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ เพราะไม่มีเวลาให้ฝึกงานอีกแล้ว เนื่องจากปัญหาที่รอการแก้ไขยังมีอีกมาก ดังนั้นรัฐบาลต้องรีบทำงานปัญหาบ้านเมือง เพื่อเอาผลงานเป็น “เกราะ”ป้องกันตัวเอง และแปรเป็นคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ประกอบกับสถานการณ์การเมืองที่เริ่มร้อนระอุ จากความเคลื่อนไหวนอกสภา ทั้งกลุ่มที่สนับสนุนและกลุ่มที่ต้านรัฐบาล กำลังเคลื่อนไหวปลุกระดมมวลชน เปิดกิจกรรม จัดอีเว้นท์เพื่อจุดกระแส โดยเฉพาะกลุ่มต้านไม่เอา รัฐบาลปู เกลียดระบอบทักษิณ อย่างกลุ่มไทยสปริง ของนายแก้วสรร อติโพธิ อดีตส.ว. กลุ่มหน้ากากขาว ที่ใช้เครือข่ายโซเซียลมีเดียเป็นช่องทางในการสื่อสาร รณรงค์ทำกิจกรรมต่อต้านเป็นประจำทุกสัปดาห์ ขณะที่กลุ่มการเมืองหน้าเดิมๆ ที่วันนี้ระดับความน่าเชื่อถือแทบจะไม่หลงเหลืออีกแล้ว ก็จับตามองสถานการณ์และพร้อมจะกระโดดร่วมวงได้ทันที เมื่อโอกาสมาถึง

ในขณะที่กลุ่มเสื้อแดง กลุ่มแนวร่วมรัฐบาล อย่าง กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หรือ นปช. ที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านผู้นำ เมื่อนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธานกลุ่มนปช. เตรียมตัวลุกจากเก้าอี้ โดยกลุ่มพร้อมจะดันนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำฮาร์ดคอร์ ที่พลาดหวังเก้าอี้รัฐมนตรี ในครม.ปู มาครั้งแล้วครั้งเล่า ให้ขึ้นมากุมบังเหียนกำหนดแนวทางการต่อสู้ของกลุ่มคนเสื้อแดงต่อไปในอนาคต

รวมไปถึงกลุ่มแนวร่วมกลุ่มอื่น เช่น กลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ที่นำโดยพงษ์พิสิษฐ์ คงเสนา หรือ เล็ก บ้านดอน ประธาน กวป. ก็มีกิจกรรมเคลื่อนไหวต่อต้านองค์กรอิสระ และพรรคประชาธิปัตย์ หรือกลุ่มชมรมคนรักอุดร นำโดยนายขวัญชัย ไพรพนา เป็นต้น ซึ่งกลุ่มเสื้อแดงแยกย่อยเหล่านี้ ต่างแสดงบทบาทเพื่อเพิ่มราคาตัวเองให้“นายใหญ่” ยังคงมองเห็นอยู่ในสายตา

หันไปด้านพรรคการเมืองที่เป็นคู่กัดกับพรรคเพื่อไทยและนายใหญ่ อาศัยช่วงปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร เดินสายออกต่างจังหวัด เปิดเวทีผ่าความจริง พุ่งเป้าโจมตีรัฐบาลจากสารพัดโครงการ แม้จะถูกป่วนเวทีจากกลุ่มเสื้อแดงก็ตาม แต่ก็ยังเดินหน้าต่อ โดยตลอดเดือนก.ค. พรรคประชาธิปัตย์วางยุทธศาสตร์ เดินสายรอบกทม. หยุดออกต่างจังหวัด กลับมาเปิดเวทีที่เมืองหลวง กรุงเทพฯ ประเดิมที่แรกที่ “ลานคนเมือง” เมื่อวันที่  29 มิ.ย. และแน่นอนว่าการปราศรัยเต็มไปด้วยความเผ็ดร้อน ถูกอกถูกใจขาฮาร์ดคอร์การเมือง

 โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคฯ ประกาศกลางเวที “รอนกหวีดจากประชาชน” พร้อมที่จะโดดเข้าร่วมวงการเมืองข้างถนน คิวถัดมาที่ลานอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (วงเวียนใหญ่) และเวทีผ่าความจริงที่สนามไทย-ญี่ปุ่น ดินแดงเป็นคิวถัดไป และปิดท้ายเอาวันที่ 27 ก.ค. ที่สวนเบญจสิริ

เสริมด้วยอีเว้นท์ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เเละนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคฯ ได้จัดทอล์คโชว์การกุศล จาก ต้มยำกุ้ง/แฮมเบอร์เกอร์ ถึงกรรเชียงปู และเงินกู้ผลาญ ส่วนนายสุเทพก็ไม่น้อยหน้าจัดทอล์คโชว์ รักเมืองไทย สยามสแควร์ ซอกแซกการเมืองสุดซอยสยาม สนุก เข้มข้น ถึงใจ สไตล์กำนัน หวังกระชากเร็ตติ้งบรรดาพ่อยก-แม่ยก ทั้งหลาย และเรียกน้ำย่อย ก่อนเบนเข็มกลับมาเล่นกันในเกมที่สภาฯ  

ความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ย่อมเป็นสัญญาณทางการเมืองที่ส่อว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป เพราะการเมืองในเวทีสภาจะกลับมาอีกครั้ง เมื่อต้องเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญทั่วไป ในวันที่ 1 สิงหาคม เมื่อกางปฏิทินวาระประชุมสภาฯแล้วก็จะเห็นว่า เรื่องที่จ่อคิวเข้าสู่การพิจาณา ล้วนแต่เป็นปมร้อนๆ ไม่ว่าจะร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศ หรือร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557

จากนั้นต่อด้วย ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับ นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย หรือ พ.ร.บ.ปรองดองฉบับสุดซอย ของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ต่อมาในเดือนกันยายน ก็น่าจะเป็นวาระการแถลงผลงานของรัฐบาล  

แต่วาระร้อนที่หนีไม่พ้นคือ การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านประชาธิปัตย์ ที่กำลังเก็บรวบรวมข้อมูลรอ“ซักฟอก” ประเด็นที่เห็นชัดคือการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นนโยบายหาเสียงของรัฐบาลเพื่อไทย รวมทั้งการกู้เงินเพื่อนำเงินมาดำเนินการโปรเจกต์ใหญ่ๆ         

คอการเมืองเห็นเรื่องที่จะเข้าพิจารณาในที่ประชุมสภาฯแล้ว ต้องร้อง “ซี๊ด” เพราะเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็น “ของร้อน” ที่จะเป็นเงื่อนไขนำมาขยายผลการเมืองถล่มใส่รัฐบาลได้ และมีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล เพราะทั้ง 2 กลุ่ม จะต้องเปิดแนวรบทุกรูปแบบเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง โดยไม่สนใจถึงความเสียหายประเทศ

อย่างไรก็ตามหากประเมินจากสถานการณ์ในขณะนี้ ก็น่าจะหาทางบรรเทาความรุนแรงได้ หากรัฐบาล “ยอมถอย” เรื่องร้อนๆ ออกไปก่อน โดยเฉพาะกฎหมายนิรโทษกรรม ที่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า เป็นการออกเพื่อช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ  เพราะหากดึงดันไม่ฟังเสียง เท่ากับว่ารัฐบาลกำลังเอาตัวเองเข้าไปผูกมัดกับความขัดแย้ง

ดังนั้นนับแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไปจนถึงปลายปี ก้าวย่างของรัฐบาล“ปู” จะต้องเดินอย่างระมัดระวัง  เพราะเงื่อนไขความขัดแย้งที่ทำให้การเมืองร้อน ก็เป็นปมความขัดแย้งค้างเก่าที่รอวันปะทุ ไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือก้อย

จึงนับเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลจะต้องหาทางรับมือกับปัญหา และฝ่ามรสุมการเมืองที่รุมเร้าในช่วงนี้  เพราะแน่นอนว่ารัฐบาลจะต้องเจอกับความกดดันทั้งในและนอกสภา ถือเป็นเรื่องเสี่ยง

หากรัฐบาลออกอาการ“เอาไม่อยู่” หรือไม่สามารถรับมือได้ สุดท้ายก็ต้องไปก่อนครบวาระ เลือกทางยุบสภา จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด 
Copyrights © 2009 www.publicpostonline.com All Rights Reserved.
E-mail : publicthai@yahoo.com
counter