การเมือง

รัฐบาลเหนื่อยรากเลือด!!

2-ส.ค.-2556

นายกรัฐมนตรี




กางตารางการเมือง ตั้งแต่เดือนส.ค.ไปจนถึงปลายปี คอการเมืองคงกระดิกตัวไปไหนไม่ได้ เพราะต้องจับตาความเคลื่อนไหวทั้งในและนอกสภา กันไม่กระพริบตา เพราะจะทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ


แน่นอนว่าเป้าใหญ่ตกที่ “รัฐบาลปู” ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพราะเป็นช่วงเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฏรสมัยสามัญทั่วไป ซึ่งมีเรื่องร้อนๆ จ่ออยู่ในสภาหินอ่อนหลายกรรมหลายวาระ

ไม่ว่าจะเป็นร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท

แล้วยังมีร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ อีก 3 ฉบับ ซึ่งคณะกรรมาธิการร่วมรัฐสภา ทั้ง 3 คณะ พิจารณาเสร็จแล้ว รอเพียงเข็นเข้าสภาให้ที่ประชุมลงมติ ก็จบ

นอกจากนี้ยังมีคิวของฝ่ายค้าน ที่จะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ หมายมั่นปั้นมือ “ซักฟอก” ชำแหละแผลรัฐบาลให้หนำใจ โดยบรรดาลูกหาบตระเตรียมข้อมูลการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว ที่เป้าหมายไม่ใช่แค่ตัวรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเท่านั้น แต่ศึกครั้งนี้ฝ่ายค้านกะตีเอาตายไปถึง นายกฯยิ่งลักษณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ซึ่งคงไม่สามารถลอยตัวหนีความรับผิดชอบไปได้

แม้ในช่วงปิดสมัยประชุมยาวที่ผ่านมา แทนที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะบริหารประเทศได้อย่างสะดวกโยธิน แต่กลับโดนมรสุมการเมืองถาโถมเข้าใส่อย่างไม่หยุดหย่อน แทบจะไม่มีเวลาหายใจหายคอ จนเกือบล้มคะมำ ไปกับโครงการมหาประชานิยม “จำนำข้าว” ที่ถูกกลุ่มต้านรุมถล่มกินโต๊ะ ทั้งความไม่ชอบมาพากล กระบวนการรับจำนำ การระบายข้าว การจัดเก็บ จนทำท่าจะบานปลายกันใหญ่โต จากการปล่อยข่าวทำลายระบบข้าวไทยว่ามีสารพิษปลอมปน

ทำเอาผู้คนผวาว่ากินเข้าไปแล้วจะมีชีวิตรอดหรือไม่ ทั้งที่หน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชน ที่มีห้องแลปตรวจสอบคุณภาพสารเคมีเจือปนที่ได้รับการยอมรับระดับโลก จะยืนยันคอนเฟิร์มว่าไม่มีอันตราย และแม้แต่ “นายกฯปู” เอง จะลดแรงเสียดทานด้วยการปรับครม.ใหม่ เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีเข้ามาบริหารจัดการใหม่ ก็ไม่วายงานงอกกับ “คลิปเสียงฉาว” ที่ทำเอาสั่นสะเทือนไปทั้งประเทศ

คลิปเสียงระหว่างหนูกับราชสีห์ ที่ว่ากันว่าคล้ายเสียงของ “บิ๊กอ๊อด” พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ส่งผลสะเทือนตรงต่อรัฐบาลหลายริกเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นที่มีการพูดถึงปัญหาบ้านเมือง การพาดพิงถึงกองทัพทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร พาดโยงไปถึงสถาบัน เกี่ยวกับแผนการพา นายใหญ่กลับบ้าน ด้วยการเล่นแร่แปรธาตุกฎหมายนิรโทษกรรม อาศัยสภากลาโหมเป็นเครื่องฟอกความชอบธรรม แล้วออกมาในรูปแบบพระราชกำหนด ซึ่งจะไม่ต้องผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร

ถึงแม้ “บิ๊กอ๊อด” จะออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่ตัวเอง และคนในรัฐบาลหรือพรรคเพื่อไทย ต่างพากันดาหน้าออกมาปกป้อง ว่าเป็นคลิปตัดต่อ มีเป้าหมาย เสี้ยมรัฐบาลกับกองทัพ แต่สังคมก็เชื่อไปแล้วว่าเป็นคลิปเสียงจริงของบุคคลทั้ง 2 คน ส่งผลให้เครือข่ายนายใหญ่ต้องกลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่กับเกมนิรโทษกรรม และยังทำให้รัฐบาลน้องสาวเริ่มนับก้าวถอยหลังอายุรัฐบาล

เพราะต้องยอมรับว่า จากเนื้อหาที่ออกมา แม้บรรดาหัวๆในกองทัพ ไม่ว่าจะเป็น “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด หรือแม้กระทั่ง “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. จะประสานเสียงดับกระแสว่าไม่ติดใจในคลิปเสียงดังกล่าว แต่เชื่อว่าความไว้เนื้อเชื่อใจกันคงไม่มีทางเต็มร้อยอีก

แน่นอนผลพวงจากคลิปร้อน ย่อมทำให้รัฐบาลเดินหน้าบริหารงานยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะกับกองทัพ รัฐบาลย่อมรู้ทางดีว่าหากหักดิบกับกองทัพก็จะทำให้รัฐบาลไปก่อนกำหนดได้ด้วยวิธีพิเศษ การประนีประนอมยืนยันรัฐบาลไม่ล้วงลูกครอบงำกองทัพ น่าจะเป็นวิถีทางที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นายกฯปู” ซึ่งขณะนี้ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สามารถใช้ความเป็น “หญิง” ความอ่อนน้อม สานสัมพันธ์กับผู้นำเหล่าทัพไปได้เนียนๆ

แต่ปัจจัยสำคัญก็คือน้ำมันหล่อลื่น ซึ่งกองทัพยังคงแฮปปี้กับงบประมาณ ที่ทางรัฐบาลพยายามเอาใจแทบทุกอย่าง ขออะไรไม่มีขัด โดยเฉพาะกับงบฯ ในปี 57 ที่กองทัพได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย กระทรวงกลาโหมตั้งวงเงินงบประมาณไว้ที่ 184,737,484,200 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2556 จำนวน 4,245 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.35 โดยเฉพาะกองทัพบกที่ได้งบประมาณมากที่สุด การเทงบประมาณให้กองทัพขนาดนี้ เท่ากับเป็นการทุ่มเพื่อซื้อใจกองทัพให้อยู่ข้างรัฐบาล เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

มาถึงตรงนี้เท่ากับว่ารัฐบาลจัดวางกองทัพให้อยู่ในรั้วได้ในระดับหนึ่ง แม้จะมีเสียงความไม่พอใจจากบรรดานายทหารระดับกลาง แต่เชื่อว่าหากหัวไม่ส่าย หางไม่มีกระดิกอยู่แล้ว กองทัพจะจัดระเบียบได้ และเมื่อปัญหากองทัพหมดไป รัฐบาลก็ต้องประเมินสถานการณ์การเมืองในสภา ที่จะต้องรับมือกับฝ่ายค้าน ซึ่งเชื่อแน่ว่า ฝ่ายค้านจะใช้เวทีสภาในการชำแหละรัฐบาล และเดินหน้าคัดค้าน ร่างพ.ร.บ. นิรโทษกรรม และ พ.ร.บ. ปรองดอง อย่างเต็มที่ แม้จะรู้ดีว่าตัวเองเป็นเสียงข้างน้อย แต่ก็จะใช้ความ “เก๋า” ในสภา เล่นเกมลากยาวเท่าที่จะทำได้

โดยเฉพาะการแตะมือเล่นกับกลุ่มการเมืองนอกสภา ที่เป็นเครือข่ายกัน สามารถ “เรียกแขก” ได้ตลอดเวลา หากเกมรัฐบาลเพียงพล้ำ ทั้งกลุ่มเหลืองหน้าเดิม กลุ่มขาประจำ หรือแม้แต่พวกหน้ากากขาว “เป่านกหวีด” เมื่อไหร่ก็พรึ่บเมื่อนั้น โดยเฉพาะ 2 ปมร้อนคือ พ.ร.บ.ปรองดอง และกฎหมายนิรโทษกรรม ที่มีเป้าช่วยนายใหญ่

ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลเอง ก็พร้อมตบเท้าออกมาหนุนรัฐบาลกันพรึ่บพรั่บ หากได้ยินสัญญาจากแกนนำ ดังนั้นแนวโน้มที่จะเกิดการเผชิญหน้าของทั้ง 2 ฝ่าย ย่อมมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการปะทะกัน

ระดับนายใหญ่ที่เจอมรสุมมาแล้วทุกลูก ย่อมอ่านเกมขาด ดังนั้นแน่นอนว่าทั้งพ.ร.บ.ปรองดอง และกฎหมายนิรโทษกรรม จึงต้องพับใส่ลิ้นชักเอาไว้ก่อน โดยวาระเร่งด่วนของรัฐบาลก็คือ “ทุน” ร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 57 ถือเป็นงานที่เบาที่สุดหากเทียบกับเรื่องอื่น แค่รับมือฝ่ายค้านที่หวังจะใช้เวทีนี้เป็นการวอร์มเครื่อง ก่อนถึงศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ สุดท้ายก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ เพราะทั้ง 2 ฝ่ายเกี้ยเซี๊ยะกันหมดแล้ว

แต่กฎหมายสำคัญสุดคือ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท นี่คือหัวใจสำคัญ แม้จะโดนขู่สามเวลาหลังอาหารจากฝ่ายตรงข้าม ที่จ้องจะล้มให้ได้ แต่แน่นอนว่า รัฐบาลต้องเข็นให้ผ่าน เอาไปจ่ออยู่ปากหลุมก่อน หากเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นจากศาลรัฐธรรมนูญ ที่จ่อจะพิจารณากฎหมายฉบับนี้ หรือแม้แต่ป.ป.ช.เรื่องจำนำข้าว ก็จะใช้เป็นโมเดลในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งต่อไป วัดใจกันไปเลยว่าชาวบ้านจะเอาด้วยกับ อภิมหาโปรเจกต์ รีไซเคิลโครงสร้างด้านคมนาคมประเทศ จำนำข้าว เมกกะโปรเจกต์น้ำ และอีกสารพัดกลยุทธ์ที่จะงัดมาล่อใจกัน

หรือจะเอากับฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ ที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าหากยังขืนอยู่ภายใต้การนำของ “หนุ่มมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่เชื่อขนมกินได้ว่าผูกปีแพ้ตลอดศก

แต่ส่ิงที่รัฐบาลและ พ.ต.ท. ทักษิณ ต้องรักษาสมดุลย์ที่สุด คือมวลชนพวกเดียวกัน เพราะวันนี้เริ่มเห็น “ใต๋นายใหญ่” ชัดขึ้นทุกที ว่าพยายามหาทางเกี้ยเซี๊ยะกับกลุ่มอำมาตย์ตลอดเวลา ที่สุดท้ายแล้วมวลชนทั้ง 2 ฝ่ายก็ถูกเขาหลอกใช้ให้ตายกับเจ็บฟรี

ดังนั้นวาระร้อนๆ ที่รัฐบาลยังต้องเผชิญกับอีกหลายคดี ทั้งเรื่องโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นถอดถอนคณะรัฐมนตรีปู 2 ยกชุด ฐานส่อทุจริตทำผิดกฎหมาย 5 ฉบับ ต่อประธานวุฒิสภา ไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ซีกสภาสูงอย่างคณะกรรมาธิการตรวจสอบการสอบทุจริต วุฒิสภา ก็ยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการฟ้องศาลปกครอง ให้เพิกถอนโครงการก่อสร้างระบบการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท

รวมถึง พ.ร.บ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท ที่คาอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ ที่คงต้องรอการสรรหาประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่เข้ามา หลังนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ไขก๊อกลาออกไป โดยกระบวนการเหล่านี้ต้องทำให้เสร็จภายใน 30 วัน โดยประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ เต็งหนึ่งก็คือ นายจรูญ อินทจาร ที่ถือเป็นสายแข็งของฝ่ายอำมาตย์ และจะเป็นคนนำทางให้ศาลธรรมนูญเดินทางไปทางใด

การเมืองในช่วงปลายปี  56 จึงน่าติดตามอย่างยิ่ง เพราะทุกปมร้อน ปมฮอต วิ่งเข้าสู่ถนนการเมือง แทบไม่วางเว้น รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะเดินหน้าฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนาม ทั้งภายในและภายนอกสภาไปได้อย่างไร
สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลจะเห็นประโยชน์ประเทศชาติหรือผลประโยชน์ส่วนตัว นำพาประเทศหลุดจากวังวนความขัดแย้งทางการเมือง

นี่เป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องหาคำตอบให้กับตัวเอง !!


เหยี่ยวดง / โต๊ะข่าวการเมือง : รายงาน

Copyrights © 2009 www.publicpostonline.com All Rights Reserved.
E-mail : publicthai@yahoo.com
counter