การเมือง


กสม.หัวเชื้อไฟกลางเมือง

23 สิงหาคม 2556




คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)



เข้าใจปล่อยผลรายงานการตรวจสอบ กรณีเหตุการณ์การชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ระหว่างวันที่ 12 มี.ค. ถึง 19 พ.ค.2553 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)

ออกมาในช่วงที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังเร่งเครื่องพิจารณา ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับของ นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. เพื่อนิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่ร่วมชุมนุมในเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ไม่รวมแกนนำและผู้สั่งการอยู่เบื้องหลัง

ขณะที่อีกทางหนึ่งศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้อ่านคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ ช.5/2555 ที่อัยการได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลทำการไต่สวนการตายของ นายสุวรรณ ศรีรักษา นายอัฒชัย ชุมจันทร์ นายมงคล เข็มทอง นายรพ สุขสถิต น.ส.กมนเกด อัคฮาด นายอัครเดช ขันแก้ว ที่เสียชีวิตในบริเวณวัดปทุมวนาราม หลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้ากระชับพื้นที่ ตามคำสั่งสลายการชุมนุมของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)

โดยรายงานของกสม.มีเนื้อหาสำคัญสรุปได้ว่า การจัดชุมนุมของกลุ่มนปช. ถึงแม้จะมีสิทธิเสรีภาพให้กระทำได้ แต่ถือว่าอยู่นอกเหนือจากที่บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญรองรับไว้ การประกาศบังคับใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และประกาศภาวะฉุกเฉิน ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สมัยนั้น จึงเหมาะสมกับสถานการณ์

ขณะที่พบชายชุดดำแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม และมีการใช้อาวุธสงครามยิงตอบโต้กับเจ้าหน้าที่ทหาร ที่เข้าควบคุมสถานการณ์ ดังนั้นถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่จำสามารถใช้อาวุธประจำกายป้องกันตัวเอง และป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้ตามสมควร แต่จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ถือเป็นความประมาทจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

ทันทีที่รายงานดังกล่าวหลุดออกมา จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วสารทิศ นอกจากกลุ่มนปช.ที่ถือเป็นคู่ปรับกับกสม.ยุคนี้แล้ว ยังมีกลุ่มนักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน ที่ร่วมกันกระหน่ำจนองค์กร “กสม.” แทบจะกลายเป็นองค์กร “ส.ม.ก.” (สะ-หมอง-กลวง)

เพราะเนื้อหารายงานไม่ได้ให้น้ำหนักต่อคำสั่งของศาลอาญา ที่ชี้ออกมาว่าในหลายคดีเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหาร โดยเฉพาะคดีสำคัญที่ทุกฝ่ายจับตามองอย่าง “คดี 6 ศพวัดปทุมฯ” หลังจากศาลอาญาฯใช้เวลารวบรวมข้อมูลหลักฐานอยู่นานพอสมควร ที่สุดก็ได้มีคำสั่งว่าผู้ตายทั้ง 6 คน ถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด .223 หรือ 5.56 มม.

“วิถีกระสุนปืนยิงมาจากเจ้าพนักงาน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส หน้าวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร และบริเวณถนนพระรามที่ 1 ซึ่งเข้าควบคุมพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.”

และภายหลังอ่านคำสั่ง ศาลยังได้สรุปประเด็นให้ผู้ที่เข้าร่วมฟังด้วยว่า 1. เกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงานทหาร 2.ผู้ตายทั้ง 6 ไม่มีคราบเขม่าดินปืนที่มือทั้งสองข้าง แสดงว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืนมาก่อน 3. การตรวจยึดอาวุธในวัดปทุมวนาราม ไม่น่าเชื่อว่ามีการตรวจยึดจริง และ 4. กรณีชายชุดดำ ไม่ปรากฏว่ามีชายชุดดำอยู่ในบริเวณดังกล่าว โดยศาลมีคำสั่งให้นำคำสั่งนี้ ส่งต่อให้พนักงานอัยการ เพื่อดำเนินการต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 150

ขณะเดียวกันยังมีข้อโต้แย้งจาก กสม.เสียงข้างน้อยอีก 2 คน ได้แก่ พล.ต.อ.วันชัย ศรีนวลนัด และนายปริญญา ศิริสารการ ที่ออกมาตอบโต้กสม.เสียงข้างมาก คือ นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานกสม. นายแท้จริง ศิริพานิช นายนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ และนางวิสา เบ็ญจะมโน ว่ารายงานฉบับดังกล่าว กสม.ยังไม่ได้รับฟังข้อมูลให้ครบด้าน จากทุกองค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคำสั่งของศาลอาญา
จึงเป็นรายงานที่ไม่สมบูรณ์ สมควรนำกลับมาทบทวนและปรับปรุงใหม่ แต่กลับไม่ได้รับการแยแสโดยนายนิรันดร์ยืนยันว่าพร้อมรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน แต่จะไม่ยอมทบทวนเนื้อหาในรายงาน เพราะได้ส่งไปให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว

หากจะเทียบกันให้เห็นๆ กับมาตรฐานของกสม.ชุดนี้ ตามรายงานผลการสอบสวนช่วงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 แทบจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยรายงานฉบับนั้น กสม.ชี้เป้าไปที่เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่าปฏิบัติหน้าที่เกินขอบเขตที่กฎหมายบัญญัติเอาไว้ กระทำการรุนแรงเกินกว่าเหตุจนทำให้มีผู้เสียชีวิต

ขณะที่คดีที่ไม่น่าจะใช่อำนาจหน้าที่ของ กสม.อย่างการฆาตกรรมอำพรางนายเอกยุทธ  อัญบุตร นักธุรกิจ อดีตเจ้าพ่อแชร์ขาใหญ่ ถึงแม้จะมีผู้ร้อง แต่อำนาจการสอบสวนและวินิจฉัยคดีมีกระบวนการยุติธรรมจะเป็นผู้ตัดสินอยู่แล้ว ซึ่งคำพิพากษาของศาลน่าจะทำให้เป็นที่สิ้นสุดในข้อสงสัยของทุกฝ่าย แต่กสม.กลับยื่นมือเข้ามาสอบคดีดังกล่าว

เมื่อมองย้อนกลับไปถึงที่มาของ กสม.กำเนิดมาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่มีเป้าประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เป็นไปตามสากลโลก และการได้มาซึ่ง กสม.ก็เลือดตาแทบกระเด็นกว่าจะสรรมาได้ เนื่องจากบุคคลที่จะได้เข้ามานั่งเป็น กสม. ต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากวุฒิสภา ด้วยคะแนนไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ทำให้ต้องมีการสรรหากันหลายรอบ

แต่.. กสม.ชุดนี้ ต่อยอดจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งยังเป็นที่คาใจได้ว่า ไม่ได้ร่างขึ้นมาจากบรรยากาศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เนื่องจากมีปรับวิธีการคัดเลือก กสม.ให้มาจากกรรมการสรรหา แล้วลงมติ 2 ใน 3 แล้วเสนอให้วุฒิสภาให้การรับรอง

ดังนั้นจากองค์กรที่สังคมให้ความคาดหวังว่า จะเป็นหลักในการปกป้อง และคุ้มครองไม่ให้มีการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนโดยภาครัฐ  และให้เป็นที่หวังที่พึ่งของประชาชน  แต่ในการทำงานที่ผ่านมา กสม.กลับทำให้สังคมผิดหวัง เพราะมาตรฐานที่ กสม.แสดงออกมาในหลายกรรมหลายวาระ แทนที่จะช่วยคลี่คลายความขัดแย้ง แต่กลับจะยิ่งเป็นกลไกที่สร้างความขัดแย้งเสียเอง

ยิ่งสถานการณ์การเมืองในช่วงวิกฤติบ้านเมืองที่แตกแยกกันเป็นเสี่ยงๆ แยกสี แยกฝ่ายอย่างชัดเจน จนแทบจะกลายเป็นสงครามกลางเมือง แบบเดียวกับอียิปต์เข้าไปทุกที การแสดงออกถึงการเลือกข้างขององค์กรอิสระเหล่านี้ ยิ่งเป็นตัวเร้าและกระตุ้นให้ไฟกลางเมืองโหมกระพือขึ้นมาอีก

แทนที่จะเป็นองค์กรหลักให้กับบ้านเมืองในยามวิกฤติ

แต่กลับไปสร้างความชอบธรรมอย่างไร้มโนธรรมให้กับใครบางคน…?


เหยี่ยวดง / โต๊ะข่าวการเมืือง : รายงาน

Copyrights © 2009 www.publicpostonline.com All Rights Reserved.
E-mail : publicthai@yahoo.com
counter