การเมือง

ประชาธิปัตย์เร้าเกม หวัง “ฟลุ๊ก” รอบ 2 

พับลิกโพสต์ออนไลน์ > การเมือง > 8 กันยายน 09:14

อภิสิทธิ์บุกป่วนประธานสภา


เป็นไปตามที่คอการเมืองคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิด กับเกมลากยาวของพรรคเก่าแก่ ประชาธิปัตย์ ที่อาศัยลูกเขี้ยวเกมถนัดในเวทีสภา ปั่นป่วนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ประเด็นที่มาของ ส.ว. สารพัดวิชาทั้งเกมบนดิน เกมใต้ดิน ถูกงัดมาใช้จนหมดไส้หมดพุง

จากภาพที่ปรากฏออกมาตามหน้าสื่อกลายเป็นว่า ประชาธิปัตย์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสถาบันการเมืองที่อยู่คู่การเมืองไทยมายาวนาน เปลือยกายล่อนจ้อนเพื่อเล่นกับเกมนี้ ทั้งโห่ฮา จนรัฐสภาไทยแทบจะกลายเป็นป่าอะเมซอน หรือชี้หน้าด่าทอใส่ประธานฯด้วยถ้อยคำผรุสวาท หรือแม้แต่ใช้กำลังทำร้ายตำรวจรัฐสภา ที่จะเข้าไปนำตัว ส.ส.ที่ทำขัดข้อบังคับออกจากห้องประชุม ล่าสุดการหยิบเก้าอี้ทุ่มกลางห้องประชุมสภา เมื่อไม่พอใจกับการการเสนอขอปิดอภิปรายของส.ส.เพื่อไทยในญัตติการแก้ปัญหาสินค้าเกษตร หมดราคาของผู้ทรงเกียรติในสภา

ทั้งที่หากจะว่าไปแล้วทุกฝ่ายวิเคราะห์ตรงกันว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ น่าจะมีปัญหาและได้รับการต่อต้านน้อยที่สุด แต่เนื่องจากการเมืองในช่วงนี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ เพราะมีหลากหลายเงื่อนไขที่จะกลายเป็นปมปัญหาให้ฝ่ายต้านรัฐบาลชุดนี้ จุดพลุขึ้นมาเพื่อล้มรัฐบาลให้ได้

ปมปัญหาแรกก็คือ รัฐบาลที่ผ่านการบริหารงานมาเกินครึ่งเทอม ซึ่งหลายโครงการที่ทำก็มีทั้งเรื่องอื้อฉาว ทั้งโครงการรับจำนำข้าว รถคันแรก บ้านหลังแรก และอีกสารพัดโครงการประชานิยมของรัฐบาล ที่ไม่เข้าเป้าดั่งใจหวังของนายใหญ่ เพราะมือทำงานที่ให้เข้ามารับงานใหญ่ระดับนี้ มือไม่ถึง

การที่รัฐบาลบริหารงานผ่านมาเกินครึ่งเทอม แน่นอนว่าสารพัดปัญหาต้องถาโถมเข้าใส่ เพราะเงินจำนวนมหาศาลที่นำไปใช้ในโครงการเหล่านี้ ไม่ได้ผลิดอกออกผลแถมยังขาดทุนบักโกรก ทำให้รัฐบาลต้องหันกลับมาทบทวนว่าจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่ โดยเฉพาะการรับจำนำข้าวที่ถูกตีตราว่ามีรู้รั่วไหลมหาศาล ทำให้ถูกกดดันทั้งขึ้นทั้งล่อง โดยฝ่ายค้านที่ผนึกกำลังกับองค์กรเอกชน ซึ่งติดตามโครงการนี้มาตั้งแต่ต้น พยายามบีบให้รัฐบาลยกเลิกโครงการนี้

ขณะที่กลุ่มเกษตรกรชาวนาเอง ก็ออกมาเคลื่อนไหวกดดันไม่ให้รัฐบาลยกเลิกโครงการนี้ หรือแม้กระทั่งการลดวงเงินรับจำนำลงมา ทำให้รัฐบาลอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องด้วยฐานเสียงใหญ่ของรัฐบาลชุดนี้ ก็คือกลุ่มรากหญ้าซึ่งเป็นเกษตรกรชาวนาเหล่านี้

บวกเข้ากับการลุกฮือของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาวพาราในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานเสียงใหญ่ของพรรคฝ่ายค้านประชาธิปัตย์ ที่ออกมากดดันให้รัฐบาล รับจำนำยางพาราในราคาที่กลุ่มเกษตรกรเหล่านี้พอใจ โดยมีส.ส.ใต้เป็นแบ็กอัพใหญ่ จึงมีการเคลื่อนไหวกดดันทุกรูปแบบ ทั้งปิดถนน รางรถไฟ ตัดขาดเส้นทางเชื่อมต่อกับภาคใต้ให้กลายเป็นอัมพาต โดยที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีการเมืองอยู่เบื้องหลังการปลุกม็อบครั้งนี้แน่นอน

หันมามองยุทธศาสตร์ที่พรรคประชาธิปัตย์ เลียนแบบเดินการเมือง 2 ขา ตามนายใหญ่ ขาหนึ่งประชาธิปัตย์ ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้องค์กรฝ่ายนิติบัญญัติเกิดภาพลบมากที่สุด ให้ชาวบ้านเห็นว่าการเมืองในสภาไม่สามารถเดินหน้าได้ หรือเป็นที่พึ่งหวังของชาวบ้านได้อีกต่อไป

ขณะที่อีกขา คือการปลุกมวลชนนอกสภา ด้วยการเดินเกมแบบม็อบข้างถนน ดังนั้นหลายคนจึงได้เห็นภาพที่ไม่ค่อยคุ้นตาเท่าไหร่ กับการที่นายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯและประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ซึ่งมีภาพลักษณ์ยึดมั่นในระบอบรัฐสภามาตลอดชีวิต แต่สุดท้ายก็ต้องลงมาเล่นเกมนำม็อบข้างถนนด้วยตัวเอง แต่กระแสตอนนี้ยังไม่สามารถจุดอารมณ์แนวร่วมกลุ่มคนชั้นกลางให้ออกมาล้มรัฐบาลเหมือนที่ผ่านมาได้ ดังนั้นยุทธศาสตร์ตอนนี้จึงเป็นแค่หล่อเลี้ยงกระแสเอาไว้ จนกว่าจะเข้าเงื่อนไขให้จุดติด

การที่ประชาธิปัตย์ต้องลงมาเล่นนี้ด้วยตัวเอง เนื่องด้วยตัวช่วยอย่างแกนนำมวลชนมืออาชีพอย่าง กลุ่มพันธมิตรฯ นำโดย นาย สนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต. จำลอง ศรีเมือง นาย พิภพ ธงไชย หรือนาย สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ได้ประกาศยุติบทบาทของพันธมิตรฯลงอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการโยนลูกไฟเข้าใส่มือประชาธิปัตย์ ให้รับผิดชอบภารกิจร้อนนี้ต่อ

เพราะที่ผ่านมาแกนนำพันธมิตรฯ คงบวกลบคูณหารแล้วเห็นว่าสิ่งที่ได้มาหลังการโค่นล้มระบอบทักษิณ มันได้ไม่คุ้มเสีย” เพราะยังมีคดีความตามติดมาอีกยาวเหยียด แต่คนที่อิ่มเอมเปรมปรีด์กลับกลายเป็นคนในเครือข่ายอำมาตย์ และพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อต้องเดินเกม 2 ขาแบบนี้ แน่นอนว่าด้วยศักยภาพของพรรคเก่าแก่ยี่ห้อประชาธิปัตย์ ย่อมทำได้อยู่แล้ว เพราะมีทั้งกำลังทรัพย์ กำลังคน พร้อมสรรพ แต่การต่อสู้กับฝ่ายที่ถืออำนาจรัฐในตอนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หากขืนเล่นเกมยาวก็มีแต่เข้าเนื้อ จึงเห็นว่าช่วงนี้น่าจะเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่สุด เพราะได้แรงหนุนจากม็อบสวนยาง ที่พร้อมจะเคลื่อนทัพเข้ากรุงทันทีที่ได้รับสัญญาณนกหวีด จึงต้องเดินสายจัดเวทีผ่าความจริงไปพลาง กับการสลับฉากสร้างความปั่นป่วนในสภา

แต่กับการที่ต้องแลกด้วยภาพลักษณ์ความเป็นสถาบันการเมืองอันเก่าแก่ ที่ลงทุนเล่นการเมืองข้างถนน” จนทำให้สื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลกของสหรัฐอเมริกาอย่าง นิวยอร์กไทมส์วิเคราะห์หมากเกมนี้ของประชาธิปัตย์อย่างถึงพริกถึงขิง ว่า ประชาธิปัตย์ได้ละทิ้งแนวทางในระบอบรัฐสภา จากที่เคยย้ำว่าจะยึดมั่นในระบอบรัฐสภา มีภาพลักษณ์ของการต่อสู้แบบปัญญาชน ไม่ก้าวร้าว หรือปลุกระดม มาวันนี้กลับทำตรงกันข้ามทุกวิถีทาง เพื่อจะล้มรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ โดยหวังจะเลียนแบบโมเดล อาหรับสปริง ที่ม็อบมวลชนล้มรัฐบาลมาแล้วหลายประเทศ

แม้แต่ตัว นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีดีกรีเด็กนอก จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอย่าง อ็อกซ์ฟอร์ด แต่ก็ไม่สามารถเข้าถึงหัวใจประชาชนคนรากหญ้าได้ แถมยังนำพรรคพ่ายแพ้การเลือกตั้งมาหลายครั้ง จึงหวังอาศัยหมัดน็อกรัฐบาลเผื่อจะมีลูกฟลุ๊คเกิดการสลับขั้วการเมืองอีกรอบ

นอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังเดินเกมดอดส่งแกนนำไปคุยกับกลุ่มที่ต่อต้านระบอบทักษิณ” 12 กลุ่ม เพื่อหวังเป็นแนวร่วมในการต่อสู้ การเดินสายจึงเป็นอีกทางหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเดินเกมในสภา หากเมื่อการเมืองถึงจุดเดือดสู่การเมืองนอกสภา ก็พร้อมที่จะเดินลุย เพราะพลพรรคสะตอรู้ดีแก่ใจเกมนี้ไม่จบอย่างง่ายๆ การเดินสายเพื่อหาพันธมิตรจึงเป็นอีกช่องทางหนึ่ง

ขณะที่เวทีสภา ก็ไม่ยอมถอย ใช้สารพัดวิธีเยื้อ ยื้อ ยืด “ ซึ่งระยะเวลาเปิดประชุมสภาที่เหลืออีก 2 เดือนเศษ แน่นอนว่า  อย่าได้หวังว่า การประชุมสภาฯ จะราบรื่น ดูได้จากการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว. ซึ่งใช้เวลานาน ทั้งๆที่มีเพียง 13 มาตราเท่านั้น  ยังไม่มองถึงอีก 2 ฉบับคือการแก้ไขมาตรา 68 ที่เกี่ยวกับการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง และฉบับสุดท้ายมาตรา 190  ที่คาดว่าจะไม่มีทางได้แก้ไขได้อย่างง่ายในการพิจารณาวาระ 2

การเดินเกมการเมืองในลักษณะเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประชาธิปัตย์ ไม่มีทางเลือกอื่น ยอมทิ้งหมดหน้าตักทั้งกระดาน ไม่สนกติกาใดๆมีช่องทางไหนที่จะสามารถกระทำได้ก็จะต้อง ซึ่งแนวทางทางการเมืองของพลพรรคลูกสะตอนี้ดูเหมือนว่า จะย้อนศรปักใส่ตัวเอง แทนที่จะได้คะแนนเห็นใจ สงสารจาก ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลแต่ไม่แสดงออก กลับกลายเป็นการทำร้ายตัวเอง สูญเสียความเป็นสถาบันทางการเมือง ความเป็นสุภาพบุรุษ การเคารพกติกาของบ้านเมือง จนสถาบันการเมืองการเป็นแค่กลุ่มการเมืองหนึ่ง ขณะที่ขั้วตรงข้ามยืนดูเฉยๆไม่ต้องทำอะไร บริหารบ้านเมือง แล้วคอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการกระทำของพรรคประชาธิปัตย์

ความหวังลึกๆ คือ การได้มาซึ่งอำนาจมึด แต่หนังม้วนเดิมจะเวียนกลับมาฉายซ้ำในวิกเดิมหรือไม่ ก็ยังไม่มีใครฟันธงได้ กลุ่มแกนนำขั้วอำมาตย์คงต้องดีดลูกคิดรางแก้วให้รอบคอบกว่าเดิม หากจะต้องปฏิบัติสายฟ้าแล่บพลิกขั้วอำนาจอีกครั้ง มันจะได้คุ้มเสียหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาก็เห็นผลงานเป็นที่ประจักษ์แล้ว อำนาจที่ตกไปอยู่ในมือแกงค์ไอติม มันสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองขนาดไหน

จนถึงทุกวันนี้บาดแผลในสังคมไทย ยังไม่รู้จะหายายี่ห้อไหนมาเยียวยา ……


เหยี่ยวดง / โต๊ะข่าวการเมืือง : รายงาน

 
Copyrights © 2009 www.publicpostonline.com All Rights Reserved.
E-mail : publicthai@yahoo.com
counter