การเมือง

รายงานการเมือง / 3 พฤศจิกายน 2556, 13:15

จับตา ‘ปัจจัยเสี่ยง’ รัฐบาลช่วงท้ายปี !!




สถานการณ์การเมืองช่วงท้ายปี นับว่าน่าสนใจอย่างยิ่งกับสถานะของรัฐบาล“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ว่านายกรัฐมนตรีหญิงของไทย จะเอาสถานการณ์อยู่หรือไม่ เพราะดูเหมือนว่ามรสุมเริ่มหวนกลับมาถาโถมเข้าใส่รัฐบาลทุกรูปแบบ หนังม้วนเก่าเอากลับมาสร้างใหม่ พล็อตเรื่องเดิมๆ แค่เปลี่ยนหน้าคนเล่น

แม้ว่า นายกฯปู จะใช้มุขเดิมๆตลอดเวลาที่นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำ นั่นคือ การนิ่งสงบเพื่อสยบความเคลื่อนไหว “ไม่ตอบคำถามทางการเมือง” แม้ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์จะชวนทะเลาะในทุกประเด็นก็ตาม ที่สำคัญหมากยุทธวิธีที่ให้นายกฯหญิงเดินทางไปเยือนต่างประเทศให้มากที่สุด เพื่อจะมีเวลาอยู่เมืองไทยน้อยที่สุด ในช่วงเวลาสารพัดขาประจำผนึกกำลังจ้องถล่ม โดยมอบหมายให้ลิ่วล้อที่เป็นฟันเฟืองในขุมข่ายนายใหญ่ คอยคุมจังหวะเกมการเมือง ขณะที่ตัวเองลอยตัว

ถนนทุกสายมุ่งเดินหน้าเข้าสู่โหมดการต่อสู้ จะเห็นได้ว่าการเดินเกมการเมืองนอกถนนของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ค่อยๆเดินอย่างมีจังหวะ เริ่มจากม็อบกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ที่ก่อตัวมานานหลายเดือนโดยยึดชัยภูมิสวนลุมพินีเป็นที่ตั้ง

มีนักการเมืองขั้วตรงข้ามวนเวียนขึ้นเวทีกล่าวปราศรัยโจมตีรัฐบาล จนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 ต.ค. ก็เคลื่อนตัวมาชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล ทำให้รัฐบาลต้องงัดพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีประกาศใช้ โดยให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติใช้วิธีเจรจาพูดคุยเพื่อให้ถอนกำลัง ในที่สุด ม็อบกปท.จึงยอมสลายตัวกลับไปยึดพื้นที่สวนลุมพินี แต่มีบางส่วนที่ไม่พอใจกับท่าทีของแกนนำกปท. ที่ถอนกำลังง่ายๆ จึงแยกตัวนำกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนออกมาชุมนุมปิดแยกอุรุพงษ์ ซึ่งเป็นพื้นที่นอกเขตควบคุม ตามพ.ร.บ.ความมั่นคง กลายร่างเป็น กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย(คปท.)ปักหลัก ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลต่อไป เมื่อวิเคราะห์กันถึงปริมาณคนและเงื่อนไข ที่จะทำให้ประชาชนลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน ไปจนถึงการล้มรัฐบาลเหมือนในอดีตได้นั้น ยังไม่ใช่เวลาที่สุกงอมพอ ดังนั้นการชุมนุมของม็อบยังคงดำเนินไปในแต่ละวัน ซึ่งยังไม่มีทีท่าจะ“เรียกกำลังพล”จำนวนมากให้ออกมาเหมือนในอดีตได้

ว่ากันตามตรง ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนเมืองกรุง ยังเข็ดขยาดกับม็อบตั้งแต่ปี 2548 ที่สุดท้ายถึงจะล้มรัฐบาลไปได้ด้วยวิธีพิเศษ มาถึงวันนี้กว่า 10 ปีแล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้น นับวันยิ่งมีแต่ความแตกแยก อีกทั้งภาพรวมทางด้านเศรษฐกิจประเทศไทย ก็ยังโงหัวไม่ขึ้น ทั้งประมาณการรายได้ต่อคนต่อปีหรือจีดีพี ก็ยังต่ำกว่าเป้ามาก เรื่องการส่งออกไม่ต้องพูดถึง

ขณะที่ประชาชนเองยังต้องต่อสู้เรื่องปากท้องของตนเอง ภาวะข้าวยากหมากแพง น้ำท่วม แต่ละคนจึงไม่สนใจที่จะออกมาโค่นล้มระบอบทักษิณ ประกอบกับความเบื่อหน่ายทางการเมือง ที่วันๆ ไม่มีอะไรฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลตีฝีปากโต้คารมกันไปมา จึงเกิดภาวะ“จุดไม่ติด” ด้านการเมืองขั้วตรงข้าม อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังอาศัยการเดินสายเปิดเวที”ผ่าความจริง” ในเมืองหลวงทุกๆสัปดาห์ โจมตีตอกย้ำถึงความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล เป็นการตอกย้ำข้อมูลเดิมๆให้กับกลุ่มแฟนคลับ ขณะที่ ส.ส.ของพรรคอีกส่วนหนึ่ง ก็เวียนสลับกันไปขึ้นเวทีของ กปท.และ คปท. เพราะมีเป้าหมายเดียวกันคือ โค่นล้มระบอบทักษิณและรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ขณะที่ความเคลื่อนไหวในเวทีรัฐสภา ที่รัฐบาลมุ่งเน้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และออกกฎหมายนิรโทษกรรม แม้ว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. มีเนื้อหาสำคัญคือกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะสามารถเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาได้ทั้งหมดภายในต้นปี 2557 จะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา และอยู่ในขั้นตอนการลงพระปรมาภิไธย

แต่ก็ยังเหลือการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก 2 ฉบับ คือ การแก้ไขมาตรา 190 เรื่องการส่งเรื่องให้รัฐสภาพิจารณาประเด็นที่จะไปทำสัญญากับต่างประเทศ และการแก้ไขมาตรา 68 ช่องทางการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ที่พ่วงไปกับมาตรา 237 ยกเลิกการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือโทษยุบพรรค ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองตามมาตรา 68

ซึ่งเชื่อได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่มีทางให้ผ่านไปง่ายๆ เหมือนเช่นการแก้ไขที่มาของส.ว. ที่ใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์ และเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายในระหว่างการพิจารณาถึงขนาดสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย ยกเก้าอี้ทุ่มกันในห้องประชุม และส.ส.ฝ่ายค้านและส.ว.บางส่วน ได้แปรญัตติในมาตรา 68 และมาตรา 237 จำนวนมาก คาดว่าน่าจะใช้เวลาพิจารณานานกว่าร่างแก้ไขที่มา ส.ว.

กลยุทธ์ของฝ่ายค้านในเวทีรัฐสภา หนีไม่พ้นการอภิปรายโจมตีการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ชอบด้วยกฎหมาย เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ใช้วิธียื้อเวลา หาช่องทางกฎหมาย และช่องทางของข้อบังคับการประชุม ในการตีรวนไม่ให้การพิจารณาเดินหน้าได้อย่างสะดวก ที่น่าจับตามองคือการทำหน้าที่ของประธานในการประชุมทั้งนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวย- รัชพานิช ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานวุฒิสภา ที่ฝ่ายค้านเห็นว่าไม่เป็นกลาง ไม่ให้ความเคารพในตัวบุคคล และยื่นถอดถอนบุคคลทั้ง 2 ออกจากตำแหน่งไปแล้ว มาครั้งนี้ฝ่ายค้านจะเล่นเกมใดเพื่อไม่ให้ 2 คน ทำหน้าที่ควบคุมการประชุมได้ ดังนั้นคอการเมืองคงได้เห็นฉากอันดุเด็ด เผ็ดมันอีกแน่ๆ

ทางฝ่ายรัฐบาลเองก็คงต้องทำการบ้านขนานใหญ่ เพื่อรับมือกับความ“เขี้ยว”ของฝ่ายค้าน หากยังใช้วิธีเดิมๆ คือ การปิดอภิปรายเพื่อปิดปากฝ่ายค้านไม่ให้อภิปราย ก็จะเกิดเหตุการณ์เหมือนเช่นการพิจารณาที่มาของส.ว. และอาจจะรุนแรงกว่านั้น

ดังนั้นเส้นทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะฝ่ายตรงข้ามต้องใช้ทั้งเวทีในสภาสร้างความปั่นป่วน ขณะที่อีกทางก็ยืมมือศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งฝ่ายรัฐบาลก็จะทำได้เพียงแค่“รอ”เท่านั้น

ภารกิจสำคัญถัดไปของรัฐบาล คือ การผลักดันร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ที่ถือเป็นวาระสำคัญสุดๆ เพราะหากทำสำเร็จก็เท่ากับช่วยฟอก“นายใหญ่” ให้ขาวสะอาดปราศจากคดี หลังจากที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีก่อการร้ายต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯไปแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าจะโดนต่อต้านอย่างสุดเหวี่ยงจากขั้วตรงข้าม

และกับกระแสข่าวที่ลอยมาตามลม ถึงการปรับครม. แม้เวลานี้จะถูกกลบไปด้วยกระแสร้อนเรื่องอื่น ขณะที่ตัวนายกฯก็ยังคงใช้วิธีตีกรรเชียงหนีอยู่ แต่การที่ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยสลับหน้ากันบินไปพบ “นายใหญ่” ย่อมเป็นการส่งสัญญาณตอกย้ำว่า ต้องมีการขยับเกมอำนาจให้ลงล็อก

เพราะผลงานของครม.ชุดปัจจุบัน ก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น หรือเลวร้ายไปกว่าเดิมนัก ดูได้จากผลการสำรวจของอีสานโพลล่าสุด ที่ระบุถึงความพึงพอใจของคนอีสานต่อผลงานของรัฐบาล ที่ระบุว่าคนอีสานเริ่มเสื่อมความนิยมในรัฐบาลชุดนี้ลงทุกที แต่หันกลับไปมองพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ กลับยิ่งแย่ไปกว่ารัฐบาลอีก โดยฐานคะแนนนิยมในถิ่นอีสานซึ่งถือเป็นชัยภูมิสำคัญที่จะบันดาลชัยชนะในศึกเลือกตั้ง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลตามครรลองประชาธิปไตย ดังนั้นการที่ประชาธิปัตย์ไม่สามารถคลองใจมวลชนที่เป็นตัวชี้ขาดการเลือกตั้งได้ ก็เท่ากับปิดประตูที่จะก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยฝีมือตัวเอง

การปรับครม.ครั้งนี้ นอกจากจะปรับคนที่มีปัญหาไร้ผลงานออกไปแล้ว ยังเป็นการเปิดทางให้สมาชิกบ้านเลขที่ 109 ที่กำลังจะพ้นโทษแบนทางการเมือง ช่วงต้นเดือนธ.ค. กลับเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับรัฐบาล ซึ่งจะเห็นได้จากการเสริมทีมบ้านเลขที่ 111 เข้ามาร่วมวง ครม. พอจะช่วยประคับประคองรัฐบาลไปได้ระดับหนึ่ง

โดยเฉพาะกับการเคลื่อนไหวของ นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทย ที่ยอมเปลืองตัวลงมาเป็นตัวเดินประสานงานกับทุกกลุ่มการเมือง จัดทำโรดแมปหาทางออกประเทศไทย หากไม่มีจุดมุ่งหวัง มังกรการเมืองระดับนี้ คงไม่ยอมเปลืองตัวบากหน้าไปให้กลุ่มการเมืองต่างๆ ตอกหน้าแบบนี้แน่ แต่ล่าสุดมีสัญญาณในทางลับว่า ปัญหาความวุ่นวายต่างๆ เริ่มจะมองเห็นทางออก ด้วยวิธี“หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง” ในเมื่อปัญหาความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เป็นเพราะ“อำนาจพิเศษ” การคลี่คลายสถานการณ์ให้กับบ้านเมืองก็ต้องด้วย“อำนาจพิเศษ”เช่นกัน

ดังนั้นความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่มีปลายทางอยู่ที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์และพรรคเพื่อไทย ย่อมเป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลที่หาแนวทางฝ่ามรสุมนี้ไปได้หรือไม่

เพื่อปูทางเข้าสู่ปีที่ 3 ของรัฐบาล”ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร “ !!!!!


รายงานโดย : เหยี่ยวดง / โต๊ะข่าวการเมือง เดอะพับลิกโพสต์

Copyrights © 2009 www.publicpostonline.com All Rights Reserved.
E-mail : publicthai@yahoo.com
counter