การเมือง

รายงานการเมือง / 19 พฤศจิกายน 2556, 08:55 / โดย: เหยี่ยวดง โต๊ะข่าวการเมือง เดอะพับลิกโพสต์ 

กม.สุดซอยทำรัฐบาลกระอัก



กลายเป็นกระแสร้อนที่จุดติดไปแล้ว เมื่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยดันทุรัง เดินหน้าสุดซอยผลักดันร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง ในช่วงกลางดึก ปล่อยผีทุกฝ่ายให้ได้รับอานิสงส์โดยถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ติดคดีชุมนุมทางการเมือง คดีอาญา คนสั่งฆ่าประชาชน ที่สำคัญคือการนิรโทษกรรมในคดีคอร์รัปชั่น

จึงเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ฝ่ายค้านประชาธิปัตย์ นำขึ้นมาจุดประเด็นโหมไฟการเมือง มุ่งปมไปยังคนที่ได้รับอานิสงค์เต็มๆ คือ “นายใหญ่แห่งดูไบ” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คำนวณราคาค่างวดกันให้เสร็จสรรพว่าหากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะนำไปสู่การเรียกร้องขอเงินที่ถูกยึดทรัพย์ไป 4.6 หมื่นล้านบาทคืน ถ้าบวกดอกเบี้ยด้วยแล้วก็ตกราวๆ 5 หมื่นล้านบาท

ซึ่งก็ได้ผล ประชาชนหลากหลายกลุ่มสาขาอาชีพ ต่างพร้อมใจกันออกมาร่วมคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่ง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มปัญญาชน นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา เกือบจะทุกมหาวิทยาลัย นักการเมือง นักธุรกิจ ภาคเอกชน ภาคประชาชน

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการคัมแบ็ค“การเมืองบนถนน” อีกครั้งหนึ่ง

หลังจากการเมืองบนถนนที่มีประชาชนเรือนแสนออกมาชุมนุมครั้งล่าสุดคือเมื่อปี 2553 หลังเกิดปรากฏการณ์“คัดค้านนิรโทษกรรม”ไปทั่วประเทศ จึงสร้างความฮึกเหิมให้กับพ่องานใหญ่อย่าง “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่งัดสัญลักษณ์นกหวีดเป่าปรี๊ดดด...เดินหน้าต้านแบบสุดซอยเช่นกัน

ยกระดับการชุมนุมจากเดิมตั้งเวทีอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลที่ตั้งพรรค คือบริเวณสถานีรถไฟสามเสน มาเป็นเวทีถนนราชดำเนินกลางตรงจุดที่ตั้งอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่เกิดเหตุโศกนาถกรรมเมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้กำลังทหารเข้ากระชับพื้นที่หวังเคลียร์เสื้อแดงให้ราบคาบเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 จนเป็นจุดอันนำไปสู่โศกนาถกรรมของประเทศ 19 พฤษภาคม 2553

เมื่อคนระดับ “เทพเทือก”แปรสภาพลงมาเป็นแกนนำม็อบ แน่นอนว่าด้วยศักยภาพ เครือข่ายทั้งคนทั้งทุน ไม่ต้องพูดถึง ระดมได้เท่าไหร่เท่ากัน แถมยังเปิดเกมทุบหม้อข้าวหม้อแกงไป 9 ใบ เมื่อสั่งลูกทีมลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. ลงมาลุยเกมข้างถนนเต็มตัว หวังตรึงคนชั้นกลางเอาไว้ให้อยู่ จนเกิดสภาวะ “ต้านทั้งเมือง”

จนรัฐบาลต้องยอมถอยสุดซอยแบบไม่มี“หูรูด” ถอนทุกอย่างที่ขวางหน้า ทั้งกฎหมายนิรโทษกรรม กฎหมายการปรองดอง ที่ค้างอยู่ในสภาฯทั้ง 6 ฉบับออกไปทั้งหมด เช่นเดียวกับสภาสูงที่ไม่สามารถต้านทานกระแสสังคมได้ วุฒิสภามีมติเอกฉันท์คว่ำกฎหมายในวาระแรก ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ต้องถูกดองเป็นเวลา180 วันตามรัฐธรรมนูญ แถมสำทับด้วยสัตยาบันจากหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคว่าจะไม่มีการหยิบยกกฎหมายดังกล่าวขึ้นมาพิจารณา จึงถือว่าในทางนิตินัยและพฤตินัยกฎหมายฉบับนี้ ได้ตายไปจากสารบบนิติบัญญัติไปแล้ว

แต่แม้ว่ารัฐบาลจะยอมถอยจนสุดซอย แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังคงเดินหน้าปลุกม็อบต่อ โดยยึดฐานที่มั่นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน “สัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตย” เป็นสถานที่ชุมนุมต่อไป ภายใต้การบัญชาเกมของ “เทพเทือก” ด้วยข้ออ้างว่า ยังไม่ไว้วางใจในรัฐบาลว่าช่วงระยะเวลา 180 วัน ที่กฎหมายถูกแช่แข็งอยู่นี้ จะไม่นำร่างฯขึ้นมายืนยันอีก

ซึ่งแน่นอนว่าทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ดังนั้นเมื่อทุ่มทั้งทุนและแรงกายลงไปขนาดนี้ เมื่อเห็นกระแสม็อบคนชั้นกลางจุดติด มีหรือที่คนอย่าง“เทพเทือก”จะยอมปล่อยมือไปง่ายๆ และการจุดให้ม็อบติดก็ว่ายากแล้ว แต่การตรึงให้ม็อบยังคงอยู่ต่อ ถือว่ายากยิ่งกว่า ดังนั้นจึงต้องสร้างเงื่อนไขให้สูงขึ้นๆ เพื่อทุ่มกดดันไปที่ฝ่ายรัฐบาล

จากเดิมอ้างเงื่อนไขเพียงเพื่อล้มกฎหมายนิรโทษกรรม แต่มาวันนี้แน่นอนแล้วว่าเกมที่วางเอาไว้แต่แรกคือ ต้องล้มกระดานรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลงให้ได้ ก็เริ่มจะเห็นชัดขึ้น ด้วยการแตะมือกับกลุ่มเครือข่ายทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม 40 ส.ว.ที่เดินเกมร่วมกัน ตั้งแต่การยื้อเกมไม่ให้วุฒิสภาคว่ำร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตามเงื่อนเวลาที่ทางประชาธิปัตย์ต้องการ หวังใช้เป็นเงื่อนไขเรียกมวลชนแล้ว ก็หวังจะใช้ปมคดีปราสาทพระวิหาร ที่ศาลโลกได้ตัดสินไป มาเป็นอีกเงื่อนไขเพื่อกดดันรัฐบาล

พร้อมกับใช้มาตราการ “อารยะขัดขืน”ขอให้ขรก.นักธุรกิจ ให้หยุดงานทั่วประเทศ รวมทั้งมหาวิทยาลัย โรงเรียนต่างๆ ให้หยุดการเรียนการสอนด้วย ให้นักธุรกิจ ห้างร้านเอกชนชะลอการชำระภาษีกลางปีที่ดำเนินการ ให้ทุกบ้าน ทุกสถานที่ราชการชักธงชาติขึ้นทั่วประเทศและติดไว้ที่ยานพาหนะทุกชนิด แลหากใครเจอนายกฯ ครม.ลิ้วล้อให้เป่านกหวีดใส่เท่านั้น แต่ผลปรากฏว่ามาตราการดังกล่าว “แป็ก “เพราะเหตุผลง่ายๆคือ ประชาชนส่วนใหญ่เพียงแต่ต้องการให้กฏหมายนิรโทษกรรมถูกตีตกไปเท่านั้น

เมื่อเกมพลิกมาตราการอารยะขัดขืนล้มเหลวและคำตัดสินไม่เป็นดังที่เครือข่ายอำนาจพิเศษคาดการณ์ไว้ จึงไม่สามารถยกระดับการชุมนุมเพื่อล้มรัฐบาลได้เด็ดขาดในตอนนั้น มาวันนี้จึงต้องเปลี่ยน”มุก”เล่น ด้วยการยกระดับการต่อสู้”เป็นการขจัดระบอบทักษิณ”โดยใช้ข้ออ้าง ที่บ้านเมืองวุ่นวายขัดแย้ง ออกกฏหมายนิรโทษกรรม เป็นพราะ”ระบอบทักษิณ”ที่ฝังรากลึกอยู่ ด้วยการประกาศใช้มาตราการ 4 ข้อในการ ถอนรากถอนโคนระบอบทักษิณ โดยจะต้องทำให้เสร็จภายใน 1 เดือน คือ ขจัดส.ส.ทาส จัดการสมุนทักษิณ ต่อต้านสินค้าเครือทักษิณ และข้าราชการหยุดงานทั่วประเทศ

และที่หวัง”ตัวช่วย”อีกตัว คือ อำนาจในระบบ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยกรณี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่ม 40 ส.ว. และเครือข่าย ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาส.ว. ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ ในวันที่ 20พฤศจิกายนพ่วงด้วยการยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เงื่อนไขเหล่านี้ล้วนเป็นน้ำที่คอยหล่อเลี้ยงและตรึงม็อบให้อยู่ต่อไป

ขณะที่การเมืองในสภาก็เข้าสู่จุดไคล์แม็กซ์ เมื่อฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์อาศัยช่วงก่อนปิดสมัยประชุม ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย เพียง 2 คน กะจะเชือดให้ตายคาเขียง แต่มีการยื่นถอดถอนรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งรวม 3 คน คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายจารุพงศ์ พ่วงด้วยนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)

เป็นการเดินเกมการเมือง 2 ขา เลียนแบบนายใหญ่ คือการเมืองในสภา และนอกสภา เพื่อโหมเชื้อเติมอุณหภูมิการเมืองให้เข้มข้นขึ้น ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลจะต้องพะวักพะวงกับการรับศึก 2 ด้าน

ประเมินแล้วการเมืองนอกสภา รัฐบาลสามารถใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง ควบคุมสถานการณ์การชุมนุม และป้องกันไม่ให้ม็อบรุกคืบเคลื่อนขบวนบุกยึดสถานที่สำคัญๆ ไม่ว่า ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา หรือหน่วยงานที่เป็นเชิงสัญลักษณ์ของฝ่ายบริหาร ประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง ส่วนการรับมือกับศึกซักฟอก รัฐบาลก็ประมาทไม่ได้เช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นเกมกดดันทั้งในและนอกสภา จะถาโถมเข้าใส่รัฐบาลอย่างไร แต่คงไม่สามารถโค่นรัฐบาลลงได้ เป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งที่จะสร้างเงื่อนไขให้“เครือข่ายอำนาจพิเศษ”แทรกตัวเข้ามา ดังนั้นฝ่ายรัฐบาลจึงจับตามองอย่างใกล้ชิดกับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญทยอยพิจารณาคดีสำคัญๆ และหากสถานการณ์การชุมนุมเกิดมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น จะเป็นตัวเร่งปิดเกม“รัฐบาลปู”ให้ไปเร็วขึ้น

บนกระดานการเมือง ณ วันนี้ ทุกฝ่ายล้วนอ่านเกมกันออก ดังนั้นการจะปล่อยให้อำนาจพิเศษแทรกตัวเข้ามาง่ายๆ เหมือนเหตุการณ์ก่อนเกิดปฏิวัติ 19 กันยายน ปี 2549 ย่อมเป็นไปได้ยากขึ้น

แต่ถ้ากงเกวียนกรรมเกวียน มันย่ำรอยเดิมอีก คราวนี้ทุกฝ่ายคงต้องจ่ายค่าเสียหาย ด้วยราคาที่แสนแพงแน่นอน...?

 

Copyrights © 2009 www.publicpostonline.com All Rights Reserved.
E-mail : publicthai@yahoo.com
counter