การเมือง
การเมืองวิเคราะห์ | 3 มกราคม 2557, 20:10 | โดย : เหยี่ยวดง / โต๊ะข่าวการเมือง

ปั่น“วิกฤติ”ประเทศ...เพื่อใคร?

สุเทพ กปปส. ปิดกรุงเทพฯ
 

หลังจากพลิกเกมมาเดินการเมือง 2 ขา เลียนแบบระบอบทักษิณ ที่ขาหนึ่งก็ยังคงทำการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ผ่านบทบาททางพรรคประชาธิปัตย์อยู่ แต่อีกขาเดินลงสู่การเมืองข้างถนนแบบเต็มตัว ไม่มีกั๊กกันอีกแล้ว ด้วยการส่ง “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแม่บ้านใหญ่ประชาธิปัตย์ ลุยปลุกม็อบชนชั้นกลาง

ซึ่งมีการวางเกมโดยมีเป้าหมายที่จะโค่นล้มรัฐบาล “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นตัวแทนใน “ระบอบทักษิณ” มาตั้งแต่แรกแล้ว

ระยะแรกใช้ข้ออ้างเพื่อต่อต้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม จนกระทั่งเกิดคลื่นสึนามิคนชั้นกลางออกมาร่วมวงไพบูลย์กันแบบมืดฟ้ามัวดิน ถือเป็นปรากฏการณ์ที่กระตุกให้สังคมไทยตื่นตัวกับเรื่องการทุจริต คอร์รัปชัน การซื้อสิทธิขายเสียง จนวันนี้ถือว่านายสุเทพ ได้ปลุกสังคมให้เรียกหาการปฏิรูปการเมือง หรือการปฏิรูปประเทศกันทั้งประเทศ ประสานงานกับ “เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ” หรือ “คปท.” ที่นำโดย “นายนิติธร ล้ำเหลือ” ซึ่งเบื้องหลังก็เป็นทนายของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ กลุ่มพันธมิตร ที่มีเป้าหมายคือ การโค่นล้มระบอบทักษิณ ก็ยิ่งทำให้  เข้มข้นอีก

ท่ามกลางการเดินเกมอันแหลมคม ผ่านหลากหลายเครือข่ายคอนเนกชั่นที่นายสุเทพ หรือบุคคลที่อยู่เหนือระดับนายสุเทพมีอยู่ โดยนายสุเทพ ได้ปรับเปลี่ยนสถานะจากแกนนำม็อบธรรมดา มาเป็นเลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)

แค่ชื่อที่ใช้ในการเคลื่อนไหว และการร่างแถลงการณ์ออกมาแต่ละฉบับ เพื่อให้นายสุเทพประกาศกลางวงม็อบ หลายคนคงคุ้นเคยกับลีลาและสำนวนการเขียนกฎหมายหรือยกร่างแถลงการณ์เหล่านี้ดี ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะกลุ่มคนที่เป็นผู้ยกร่างให้นายสุเทพก็คือ “กลุ่มเนติบริกร” ที่คอยเป็นมือเป็นไม้ให้กับคณะปฏิวัติมาแล้วหลายคณะ  

ดังนั้นการเดินหน้าใส่เกียร์ห้าห้อทะลุซอย ไม่สนหน้าใครของ นายสุเทพ ทั้งที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี จะประกาศยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชนโดยตรงเป็นผู้ตัดสินอนาคตของบ้านเมืองเข้าสู่ “โหมดเลือกตั้ง” 2 ก.พ.57  จึงยังไม่ใช่จุดประสงค์หลักของกลุ่มฝ่ายต้านระบอบทักษิณ หรือกลุ่มอำมาตย์เก่าที่สังคมรับรู้กัน คือต้องขจัดระบอบทักษิณให้สำเร็จก่อนจึงจะอนุญาตให้มีการเลือกตั้งได้

เงื่อนไขที่สูงแบบนี้ จึงเป็นการท้าทายมวลชนอีกกลุ่มที่เห็นต่าง เพราะแน่นอนว่ามันจะเป็นการ  “ฟรีซประเทศไทย” หรือการ “แช่แข็งประเทศไทย” เหมือนตอนที่ “ม็อบเสธ.อ้าย” พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 1 คนสนิทของ “บิ๊กแอ้ด” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เคยประกาศตอนจุดม็อบแช่แข็งประเทศไทยขึ้นมาเมื่อตอนปลายปี 2555

เพราะวันนี้ขืนปล่อยให้มีการเลือกตั้งแบบเดิม ทั้งกลุ่มอำมาตย์และพรรคประชาธิปัตย์ รู้ดีว่ายังไม่มีทางเอาชนะระบอบทักษิณได้ จึงต้องเดินเกม “ปฏิวัติเงียบ” โดยการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปฏิวัติใหม่ เพราะจะทำแบบเดิมๆ คือให้ทหารออกมาใช้กำลังยึดอำนาจอีกไม่ได้แล้ว

ซึ่งวันนี้นานาอารยประเทศ รวมถึงประเทศมหาอำนาจของโลก ออกมากดดันทั้งทางตรง และทางอ้อมแล้วว่า ประเทศไทยจะต้องเดินไปตามครรลองระบอบประชาธิปไตยของสังคมโลก ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศในยุโรป หรือแม้แต่พี่ใหญ่ในเอเชียอย่าง จีน หรือญี่ปุ่น ยังไม่สามารถวางเฉยได้   ถือเป็นการเดินเกมใช้สังคมโลกกดดันกลุ่มอำนาจนอกระบบของไทยให้อยู่ในร่องในรอย

ในระยะหลังๆ มานี้ ทุกสายตาจึงพุ่งเป้าไปที่บทบาทของกองทัพ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดชัยชนะของแต่ละฝ่ายได้ แม้ผู้นำกองทัพไม่ว่าจะเป็น “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. จะตีบททหารอยู่ในแถวได้แบบแนบเนียน ให้เห็นว่าหน้าฉากกองทัพยังคงเป็นองคาพยพหนึ่งของรัฐบาล แม้ เวทีสัมมนา “ประเทศไทยของเราจะไปทางไหน” ที่รัฐบาลจัดขึ้นเมื่อวันที่  15 ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่ “พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก” ปลัดกลาโหม ประกาศกลางเวที  “กองทัพหนุนการเลือกตั้ง 2 ก.พ. 57 ชี้ เป็นทางออกตามกรอบรัฐธรรมนูญ พร้อมจัดกำลังพล 4 แสนนายดูแลเลือกตั้ง”

แต่เบื้องหลังนั้นมีการเจรจาในทางลับกดดันกันมาตลอด โดยก่อนจะลงไปลุยการเมืองข้างถนนแบบเต็มตัว นายสุเทพได้นัดทานข้าวกับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่แห่ง “ทีมบูรพาพยัคฆ์” “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผบ.ทบ. โดยมี “บิ๊กตู่” น้องเล็กแห่ง “ทีม 3 ป.” ร่วมวงพูดคุยอยู่เนืองๆ

เราจึงได้เห็นอาการของพล.อ.ประยุทธ์ ที่ว่า “กายอยู่กับรัฐบาล” คือต้องทำงานไปตามหน้าที่ตามสายการบังคับบัญชา ที่มี “นายกฯ ปู”สวมบทรมว.กลาโหมอีกตำแหน่ง แต่ “ใจเทไปให้ม็อบ” นานแล้ว เราจึงเห็นบทพระเอกของทหารที่ส่งหน่วยเสนารักษ์ มาดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมตลอดเวลาที่มีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ต้องรักษาสถานที่สำคัญของทางราชการเอาไว้ตามกฎหมาย

ที่เห็นได้ชัดเจนคือการส่งทหารจากกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ไปคุ้มกันนักศึกษารามฯออกมาจากมหาวิทยาลัย ที่ติดค้างในคืนที่มีการปะทะกันที่บริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหงและสนามราชมังคลากีฬาสถาน ทำให้หลายคนจับตามองคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ปะทะกันครั้งนี้ก็คือ “บิ๊กด.” นายทหารคนโตที่เพิ่งจะเกษียณราชการไป

ต่อจากนี้ไปแม้ว่าหน้าฉาก กองทัพจะยังคงต้องเล่นตามบททหารในแถว เป็นคนกลางเปิดให้หลายกลุ่มหลายฝ่ายที่เห็นต่างมาแสดงความคิดเห็นเพื่อหาทางออกประเทศ แต่หลังฉากแน่นอนว่ากลุ่มม็อบของนายสุเทพ และเครือข่ายที่ให้การหนุนหลัง จะต้องเพิ่มมาตรการกดดันให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ลาออกจากรักษาการนายกฯ เพื่อให้เกิดสุญญากาศทางอำนาจ เพื่อเปิดช่องตั้งสภาประชาชน ให้มีนายกฯคนกลาง จัดการประเทศ ตามสเปคของนายสุเทพและกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลัง

โดยจะต้องแช่แข็งประเทศไทยเอาไว้อย่างน้อย 1-2 ปี เพื่อจัดระเบียบการเมืองกันใหม่!!

แต่การจะทำแบบนั้นได้ กองทัพต้องร้อยใจให้เป็นหนึ่ง เพราะวันนี้เป็นที่แน่นอนแล้วว่า “บิ๊กเจี๊ยบ-บิ๊กตู่” ร้องประสานเสียงไปในคีย์เดียวกัน ในขณะที่ “บิ๊กเข้” พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. กับ “บิ๊กจิน” พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. และรวมไปถึง “บิ๊กอู๋” พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ยังไม่เห็นด้วยซักเท่าไหร่

ประกอบกับสังคมโลกที่จับตามองสถานการณ์ในไทยอย่างใกล้ชิด ทำให้กลุ่มอำนาจนอกระบบทำอะไรก็ต้องระมัดระวังทุกฝีก้าวเช่นกัน เพราะสถานการณ์วันนี้ มันต่างจากเมื่อการปฏิวัติปี 49 มาก และยังไม่นับรวมแรงต้านจากกลุ่มเสื้อแดง ที่ยังคงเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้กับเครือข่ายทักษิณอยู่  
 
ขณะเดียวกันประเด็นที่ละเอียดอ่อนอีกเรื่องก็คือ ขณะนี้ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้ตราพระราชกฤษฎีกายุบสภา และให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในวันที่ 2 ก.พ.2557 แล้ว โดยมีความเห็นจากกลุ่มนักวิชาการรุ่นใหญ่ๆ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา รวมไปถึงกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ที่มีความเห็นว่าเป็นการใช้ดุลยพินิจของพระองค์ท่าน

ดังนั้นจึงไม่สามารถเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปได้อีก ดังนั้นกลุ่มคนที่พยายามจะทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป เข้าข่ายสุ่มเสี่ยงที่จะก้าวล่วงพระราชอำนาจ

ซึ่งถ้าเรายังคงมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้ต่อไป โดยยังไม่มีการใช้กำลังทหารมาฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประเทศไทย ก็ยังต้องเดินตามครรลองของสังคมโลก คือต้องเดินหน้าจัดการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.2557 ต่อไป

เราคงจะทำเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้..ยกเว้น...?
Copyrights © 2009 www.publicpostonline.com All Rights Reserved.
E-mail : publicthai@yahoo.com
counter