การเมือง
การเมืองวิเคราะห์ I 21 มกราคม 2557, 13:05 I โดย เหยี่ยวดง โต๊ะข่าวการเมือง

เกมอำนาจลัดวงจร “รัฐไทยพัง” !!

นกหวีด การเมืองไทย ยิ่งลักษณ์ สุเทพ


ล่วงเข้าสู่ศักราช 2557 แต่ความวุ่นวายในการเมืองไทยก็ยังไม่มีทีท่า ว่าจะยุติลงอย่างไร แบบไหน หรือโดยใครจะเป็นผู้มาสยบวิกฤติในครั้งนี้


เพราะม็อบคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) ที่นำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อน “ม็อบ นกหวีด” เล่นบทกำนันไม่อยู่กับร่องกับรอย ประกาศยกระดับกดดันโค่นล้มรัฐบาล 3 เวลาหลังอาหาร

เพื่อให้รัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งมองว่าเป็นร่างทรงของระบอบทักษิณ หายสาปสูญไปจากสารบบการเมืองไทย หรืออาจจะรวมถึงหายสาปสูญไปจากแผ่นดินไทยไปตั้งเครือข่าย อย่างที่นายสุเทพประกาศปลุกเร้ามวลชนม็อบ

ซึ่งการทำให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ก็เพื่อเปิดทางให้เกิดสุญญากาศการเมือง เพื่อจะได้เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 เพื่อจะแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนกลาง ที่ไม่ได้อยู่ในสารบบรัฐธรรมนูญ หรือข้อกฎหมายฉบับใด

คนกรุงเทพที่ถือโอกาสหลบลมร้อนการเมือง ไปพักผ่อนรับลมเย็นๆในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2557 ก็ต้องกลับมาพบกับความเป็นจริงทางการเมือง เมื่อนายสุเทพ สั่งยกระดับด้วยมาตราการ “ชัตดาวน์กรุงเทพฯ” เพื่อปิดเมืองหลวงของประเทศ ที่ถือเป็นศูนย์กลางสำคัญ ทั้งด้าน การบริหารประเทศ เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง

โดยถือเอาวันที่ 13 ม.ค. เป็นวันเริ่มต้นปฏิบัติการยุทธศาสตร์ “ปิด” ด้วยการนำมวลมหาประชาชนชุมนุมปิดถนน และสถานที่สำคัญๆ รวม 7 จุด ที่ถือเป็นย่านหัวใจทางธุรกิจของประเทศ ได้แก่ แยกปทุมวัน ราชประสงค์ อโศก อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ห้าแยกลาดพร้าว สวนลุมพินี และแจ้งวัฒนะ

ตามยุทธศาสตร์ นายสุเทพและฝ่ายเสนาธิการ วางแผนจะใช้ทั้ง 7 จุด เป็นศูนย์บัญชาการย่อย กระจายกำลังกันออกไปปิดสถานที่ราชการทุกแห่ง เพื่อไม่ให้ข้าราชการเข้าปฏิบัติหน้าที่บริการประชาชนได้ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากกลุ่มแนวร่วมกันคึกคักในวันแรกๆ เนื่องจากประชาชนชาวกรุงเทพได้เตรียมตัว เตรียมใจเอาไว้ตั้งแต่แรก หาทางหลบเลี่ยงปัญหา ซึ่งตามยุทธศาสตร์จะปิดไปจนกว่าจะได้รับชัยชนะ โดยขีดเส้นใต้ความสำเร็จในการโค่นล้มระบอบทักษิณ จะต้องจบก่อนวันที่ 2 ก.พ. ที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป

ดังนั้นเราจึงได้เห็นการเปลี่ยนเป้าหมายกลับไปกลับมา ของนายสุเทพและทีมฝ่ายเสนาธิการ ตั้งแต่การยกข้ออ้างว่าจะเอาแค่การล้มล้างร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม การกดดันให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ประกาศยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน มาจนถึงการล้มล้างรัฐบาล และโค่นล้มระบอบทักษิณให้สิ้นซาก เปิดทางให้มีการปฏิรูปประเทศ ยกเครื่องประเทศแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ตามข้ออ้างหรูๆ ที่นายสุเทพยกข้ึนมาอ้างให้สวยหรู

ในขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ และทีมยุทธศาสตร์ฝ่ายทักษิณเอง เมื่อถอยจนไม่มีขอบเวทีจะให้ถอยอีกแล้ว แม้ซักตารางนิ้วเดียว เพราะถ้าถอยไปกว่านี้ก็เท่ากับว่าต้องโดนกวาดทั้งกระดาน จึงต้องกอดรัฐธรรมนูญ 50 และพระราชกฤษฎีกาเอาไว้แน่น เดินหน้าเป้าหมายคือการเลือกตั้ง 2 ก.พ.

ซึ่งผลก็คือเกิดการปีนเกลียวกฎหมาย และหลักการบ้านเมืองของกลุ่มกปปส. เพราะถึงอย่างไรก็ถูกตั้งข้อหากบฏ ซึ่งมีโทษสูงถึงประหารชีวิตไปแล้ว ถึงนั้นไม่ว่าจะสุ่มเสี่ยงกับการล้มล้างหลักการของบ้านเมืองอย่างไร กปปส.ภายใต้การนำของนายสุเทพ ก็ต้องเดินทะลุไปให้ถึงเป้าหมาย

จนเกิดกระแสทหารจะต้องออกมาเป็นกรรมการห้ามทัพ ตามใบสั่งระดับท็อปซีเคร็ด อาศัยลูกมั่วในจังหวะขลุกขลิกที่ทั้ง 2 ฝ่ายยื้อแย่งอำนาจกัน กะกินรวบทั้ง 2 ฝ่าย แต่หมากกระดานนี้มหาอำนาจระดับตำรวจโลก สหรัฐอเมริกา เห็นแจ้งแทงทะลุ จึงเพิ่มแรงบีบด้วยการใช้เกมโลกล้อมประเทศไทย

ซึ่งมีการรายงานในทางลับว่าขนาดอังกฤษที่ไม่ค่อยจะเดินเกมบีบกิจการภายในของ ไทย ก็ยังถือโอกาสส่งเรือรบหลวง “แดรี่” มาแวะพักในเขตน่านน้ำของไทย หลังจากจบภารกิจที่ออสเตรเลีย ซึ่งรัฐบาลก็ถือโอกาสใช้ความได้เปรียบตรงนี้มาขยายปมต่อ

ขณะเดียวกันกับยุทธศาสตร์กปปส. ชัตดาวน์กรุงเทพ หวังอาศัยอำนาจพิเศษเป็นตัวช่วย เริ่มเกิดกระแสคนกรุงขี้ลำคาญตีกลับ จึงไม่เป็นตามเป้าประสงค์ ฝ่ายที่บงการเกมอยู่เบื้องหลัง ถึงกับชะงัก ต้องหันกลับมาใช้ตัวช่วยเก่าๆ ก็คือเหล่าองค์กรอิสระทั้งหลาย จึงได้เห็นภาพคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่อำนาจและหน้าที่ตัวเอง คือการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง

แต่กลับหลงลืมอำนาจหน้าที่ตัวเอง เดินเครื่องไม่เต็มสูบ แถมมีจังหวะก็คอยจะเตะสกัดทุกช่องทาง ด้วยข้ออ้างที่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ ขอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป ซึ่งก็สอดรับกับความต้องการของกลุ่มกปปส. แต่กกต.กลับไม่มองหรือพูดถึงฝ่ายที่มาขัดขวางทุกวิถีทาง แม้จะต้องใช้ความรุนแรงคุกคามไม่ให้เกิดการรับสมัคร ไม่ให้กระบวนการเลือกตั้งเดินไปตามธรรมชาติของมัน ว่าจะดำเนินการกับกลุ่มคนเหล่านี้อย่างไร ทั้งที่เป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ และเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาอย่างชัดเจน

ผลก็คือไม่มีผู้สมัครใน 28 เขตในพื้นที่ภาคใต้ ฐานสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ประเทศไทยเกิดสุญญากาศหลักการบ้านเมืองไปแล้ว

นอกจากนี้ยังมี ศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เริ่มขยับเคลื่อนไหวในการพิจารณาคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะกรณีการที่ลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของส.ว. ซึ่งหากการตัดสินหรือวินิจฉัยไปในทางลบ แน่นอนว่าย่อมเกิดผลต่อการเดินหน้าเลือกตั้ง และการใช้อำนาจรักษาการบริหารประเทศของน.ส.ยิ่งลักษณ์

ทั้งม็อบกปปส. ที่ยกระดับการชุมนุม ทั้งองค์กรอิสระที่ส่งแรงบีบทำให้รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ มีทางเดินที่แคบลงทุกทีแล้ว เครือข่ายอำนาจนอกระบบ ยังเพิ่มแรงบีบด้วยการกดดันข้าราชการ ให้เลิกฟังคำสั่งของรัฐบาลรักษาการ เริ่มที่เครือข่ายแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และยังคงมีข้าราชการกระทรวง ทบวง กรมอื่นไหลตามมาอีกแน่นอน
   
ตรงนี้ถือว่าเป็นจุดสุ่มเสี่ยงสูง เพราะกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงที่เป็นฝ่ายสนับสนุนหลักของรัฐบาล เริ่มขยับออกตัวเคลื่อนไหว ด้วยการเปิดเวทีปลุกเร้ามวลชนให้ลุกขึ้นมาต่อต้าน กปปส.ในหลายจังหวัด แต่ส่ิงสำคัญที่ทำให้กลุ่มบงการเกมอำนาจที่อยู่เบื้องหลังหนักใจที่สุด คือฝ่ายวิชาการและคนกลางๆ ซึ่งอาจจะผสมปนเปไปกับแนวร่วมคนเสื้อแดง เริ่มออกมาเคลื่อนไหวกดดันให้อำนาจพิเศษคลายมือออกไป และทำท่าจะขยายวงออกไปเรื่อยๆ
  
 หากเมื่อถึงที่สุดแล้วกลุ่มบงการเกมอำนาจ ยังไม่ยอมคลายมือออก สิ่งที่หลายฝ่ายเป็นกังวลก็คือ อาจเกิดการเผชิญหน้าของ 2 กลุ่มนี้ ซึ่งเมื่อนั้นจะเป็นการเปิดช่องให้ทหาร อ้างเป็นเงื่อนไขในการทำรัฐประหาร เพราะถ้าถอดรหัสคำพูดของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ที่ว่าการปฏิวัติไม่มีปิด ไม่มีเปิด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยมีแม่ทัพนายกองออกมาขานรับการเซ็งแซ่

ทุกสายตาจึงจับจ้องไปกับความเคลื่อนไหวของกองทัพ เพราะวันนี้คนที่ควรทำหน้าที่เป็นกรรมการห้ามมวย ก็กระโดดลงมาคลุกวงใน เป็นผู้เล่นร่วมกับเขาด้วย มันเลยมั่วไปหมด จึงมองเห็นแต่ทาง “ตัน” ยากที่จะหาทางออก
   
เพราะแต่ละฝ่ายต่างก็ยึดแต่ความต้องการของตัวเอง ไม่มีการลดวาศอก “ถอยกันคนละก้าว” มาพูดคุยกันเพื่อหาทางออกให้ประเทศ จึงไม่แปลกที่สังคมจะ“โฟกัส”ไปยังกองทัพ ที่หากเกิดความสูญเสียขึ้นแน่นอน ทหารก็ต้องปฏิวัติฉีกกติกาบ้านเมืองกันอีกครั้ง

กงล้อประวัติศาสตร์ กำลังจะหวนกลับมาอีกครั้ง เพื่อสนองอำนาจให้กับคนบางกลุ่มได้ขึ้นมาเสวยสุขท่ามกลางซากปรักหักพังของ ประเทศ และเลือดเนื้อประชาชน

กับบทเรียนที่ผ่านมา ประชาชนผู้บริสุทธิ์ล้วนตกเป็นผู้สังเวยให้กับโศกนาฏกรรมการเมืองไทย โดยที่ผู้นำหรือแกนนำยังคงอยู่ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ประเทศไทยกลายเป็นสนามประลองอำนาจ สถานการณ์เช่นนี้สุ่มเสี่ยงยากที่จะคาดเดา เป็นสถานการณ์ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน

แต่วงจรอุบาทว์กำลังหวนกลับมา ด้วยน้ำมือของคนเพียงไม่กี่คน !!!!!!

Copyrights © 2009 www.publicpostonline.com All Rights Reserved.
E-mail : publicthai@yahoo.com
counter