เศรษฐกิจ
เศรษฐกิจ 2014-05-7, 18:26:42

ม.รังสิต ชี้เศรษฐกิจไทย ส่อแวววูบต่อเนื่อง


ผศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ
ผศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ



คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูปมองเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยมากขึ้นอีกเนื่องจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองไม่สามารถยุติได้ภายในไตรมาสสองและยืดเยื้อมามากกว่า 6 เดือนแล้ว  โดยครึ่งปีแรกมีความเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจจะขยายตัวติดลบหรือไม่มีการเติบโตเลย ประเมินเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังคงเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมาก โดยมีความเป็นไปได้ที่อาจมีการอัตราการขยายตัว 0.25 – 2.25% หรือประมาณ 1.25% เมื่อผนวกเข้ากับอัตราการขยายตัวติดลบในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้อัตราการขยายตัวทั้งปีจะอยู่ที่ (-0.5%) – 1.5%  ซึ่งยังอยู่ในกรอบการคาดการณ์เดิม   (-0.5 – 2.5% ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์  2557)

โดยความเสียหายและผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจการลงทุนและค่าสูญเสียโอกาสเบื้องต้นที่เกิดขึ้นแล้วไม่น่าจะต่ำกว่า 5  แสนล้านบาทจากวิกฤตการณ์ทางการเมือง พร้อมเสนอให้เดินหน้าปฏิรูปประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญและเดินหน้าเลือกตั้งพร้อมทำสัญญาประชาคมเรื่องการปฏิรูปและจัดตั้งองค์กรปฏิรูปที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เสนอใช้เศรษฐกิจดิจิตอลยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตการณ์ทางการเมือง ใช้เทคโนโลยีไอทีช่วยให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรมและจัดการกับการขัดขวางการเลือกตั้ง  

ผศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยมากขึ้นอีก

เนื่องจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองไม่สามารถยุติได้ภายในไตรมาสสองและยืดเยื้อมามากกว่า 6 เดือนแล้ว  โดยครึ่งปีแรกมีความเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจจะขยายตัวติดลบหรือไม่มีการเติบโตเลย ประเมินเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังคงเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมาก โดยมีความเป็นไปได้ที่อาจมีอัตราการขยายตัว 0.25 – 2.25% หรือประมาณ 1.25% เมื่อผนวกเข้ากับอัตราการขยายตัวติดลบในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้อัตราการขยายตัวทั้งปีจะอยู่ที่ (-0.5%) – 1.5%  ซึ่งยังอยู่ในกรอบการคาดการณ์เดิม   (-0.5 – 2.5% ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์  2557)

ดร. อนุสรณ์ วิเคราะห์ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและผลกระทบของวิกฤตการณ์ทางการเมืองเป็นกรณีต่างๆดังต่อไปนี้  กรณีที่หนึ่ง  มีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญหรือ ปปช และนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางส่วนหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีผู้รักษาการแทนต่อและมีการจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่ในเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคมโดยไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น คาดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ประมาณ 10% การจัดทำงบประมาณล่าช้าไม่ต่ำกว่า 10 เดือน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 0.5%-1.5% กรณีพื้นฐาน มีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญหรือ ปปช และนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางส่วนหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีผู้รักษาการแทนต่อและมีการจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่ในเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคมโดยมีความรุนแรงเกิดขึ้น คาดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ประมาณ 45% การจัดทำงบประมาณมากกว่า 10 เดือนและไม่สามารถจัดทำงบประมาณล่าช้า 2558 ได้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 0%-0.5% กรณีเลวร้าย  มีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญหรือ ปปช แล้ว เกิดความรุนแรงทางการเมืองและการนองเลือดขนาดใหญ่ ไม่สามารถจัดทำงบประมาณปี 2558 ได้และมีการรัฐประหารหรือเกิดสภาพรัฐล้มเหลวและอนาธิปไตย ในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่ามีโอกาสเกิดขึ้น 45% เศรษฐกิจปี 2557 หดตัว มีอัตราการเติบโตติดลบ -0.5% เป็น Political crisis-driven recession และเกิดการสูญเสียความเชื่อมั่นต่อระบบต่างๆของประเทศ

คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต อีกว่า การทดสอบเชิงประจักษ์เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงทางการเมืองกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ข้อมูลที่ทดสอบเลือกมาจากการจัดอันดับ (Ranking) ความเสี่ยงทางการเมืองของประเทศต่างๆ ผลการทดสอบโดยวิธี Ordinary Least Square ปรากฏว่า ความสัมพันธ์ระหว่างระดับความเสี่ยงทางการเมืองกับการเปลี่ยนแปลงของรายได้ประชาชาติมีนัยสำคัญ นอกจากนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างระดับความเสี่ยงทางการเมืองกับความผันผวนของรายได้ประชาชาติ ก็มีนัยสำคัญเช่นกัน

หากเกิดกรณีเลวร้ายขึ้น ความเสี่ยงทางการเมืองของไทยที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงทางการเมืองสูง  (High Political Risk) กลุ่มเดียวกับประเทศไทยจะย้ายมาอยู่กลุ่มเดียวกับ ประเทศอัฟริกานิสถาน อิรัก ลิเบีย ซีเรียและคองโก อันเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงทางการเมืองสูงมาก (Extreme Political Risk)    ปี 2557 จะเป็นปีเริ่มต้นของทศวรรษแห่งความถดถอยและเติบโตต่ำ อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยสามารถก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาวิกฤติไปได้จนก่อให้เกิดการปฏิรูปอย่างรอบด้านและประชาธิปไตยสมบูรณ์ ประชาชนจะอยู่ในสภาวะใหม่ซึ่งมีคุณภาพชีวิตและประเทศจะเจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างชัดเจนหลังวิกฤติใหญ่ผ่านไป

ผศ. ดร. อนุสรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ  ม. รังสิต เสนอว่า ให้เดินหน้าเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมปราศจากความรุนแรง พร้อมทำสัญญาประชาคมเรื่องการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆและจัดตั้งองค์กรปฏิรูปที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน พร้อมเสนอใช้เศรษฐกิจดิจิตอลยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตการณ์ทางการเมือง ใช้เทคโนโลยีไอทีช่วยให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรมและจัดการกับการขัดขวางการเลือกตั้ง โดยทำเป็น Virtual Election การเลือกตั้งที่เสมือนจริงไม่จำเป็นต้องไปยังหน่วยเลือกตั้ง หากมีการขัดขวางการเลือกตั้ง ก็แสดงเจตนารมย์ทางการเมืองและสิทธิหน้าที่ในระบอบประชาธิปไตยได้ ขอให้มีการใช้ Virtual Office แก้ไขปัญหาการเข้าบุกยึดสถานที่ราชการเพื่อทำให้การบริหารประเทศและบริการประชาชนดำเนินต่อไปโดยไม่สะดุด    ในส่วนของทีวีดิจิตอลทำให้อำนาจกึ่งผูกขาดในธุรกิจทีวีลดลง ค่าโฆษณาในทีวีมีอัตราลดลง ขณะเดียวกัน ทำให้เกิดอุปทานส่วนเกินจำนวนมากในธุรกิจอุตสาหกรรมโทรทัศน์เสี่ยงต่อการเกิดภาวะฟองสบู่แตก การล้มละลายและปิดกิจการลงของกิจการทางด้านโทรทัศน์ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า  รวมทั้งการควบรวมกิจการในธุรกิจอุตสาหกรรมทีวี  ส่วนเวลานี้มีภาวะขาดแคลนบุคลากรและขาดรายการที่มีเนื้อหามีคุณภาพ ขณะนี้ตลาดการจ้างงานในอุตสาหกรรมโทรทัศน์จึงเป็นของลูกจ้าง ส่วน Segment ของธุรกิจอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในเวลานี้ที่ได้จะมีกำไรและเติบโตได้ในระยะยาว คือ ธุรกิจ Content Provider   

ดร. ธันพัทธ์ ใคร้วานิช ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต กล่าวว่า การพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว นำไปสู่ผลกระทบของการดำรงชีวิต การทำงานของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในปัจจุบันถือว่าประเทศไทย ได้เข้าสู่ยุคดิจิตอลอย่างแท้จริง โดยเริ่มจากการใช้คอมพิวเตอร์แทนระบบ manual การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสารแบบข้ามโลกโดยใช้อินเตอร์เน็ต และการนำวิธีการสื่อสารดังกล่าวมาย่อลงไปในโทรศัพท์มือถือ จากลักษณะดังกล่าวนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมากมายในพฤติกรรมของการดำรงชีวิตในสังคมรวมถึงระบบเศรษฐกิจไทยด้วย

สํานักงานสถิติแห่งชาติ ได้ทําการสํารวจ พบว่าการใช้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ ปี พ.ศ. 2556 มีจํานวนประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปทั้งสิ้นประมาณ 63.3 ล้านคน ในจํานวนนี้มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ 22.2 ล้านคนหรือ (ร้อยละ 35.0) ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 18.3 ล้านคน (ร้อยละ 28.9) และผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 46.4 ล้านคน (ร้อยละ 73.3)  และเมื่อพิจารณาการใช้อินเทอร์เน็ตตามกลุ่มอายุต่าง ๆ พบว่า กลุ่มอายุ 15-24 ปี มีสัดส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตสูงที่สุด ร้อยละ 58.4 รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 6-14 ปี ร้อยละ 54.1 กลุ่มอายุ 25-34 ปี ร้อยละ 33.5 กลุ่มอายุ 35-49 ปี ร้อยละ 18.7 และในกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไปมีเพียง ร้อยละ 6.6

ผ.อ. ปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต กล่าวอีกว่า การพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว นำไปสู่ผลกระทบของการดำรงชีวิต การทำงานของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในปัจจุบันถือว่าประเทศไทย ได้เข้าสู่ยุคดิจิตอลอย่างแท้จริง โดยเริ่มจากการคอมพิวเตอร์แทนระบบ manual การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสารแบบข้ามโลกโดยใช้อินเตอร์เน็ต และการนำวิธีการสื่อสารดังกล่าวมาย่อลงไปในโทรศัพท์มือถือ จากลักษณะดังกล่าวนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมากมายในพฤติกรรมของการดำรงชีวิตในสังคมรวมถึงระบบเศรษฐกิจไทยด้วย (โปรดดูรายละเอียดเพิ่มจากเอกสารบทวิเคราะห์เรื่องเศรษฐกิจดิจิตอล)



โดย : วีระเกียรติ ตันตราภรณ์
สำนักข่าวเดอะพับลิก/นสพ.เดอะพับลิกโพสต์
Copyrights © 2009 www.publicpostonline.com All Rights Reserved.
E-mail : publicthai@yahoo.com
counter