เศรษฐกิจ
เศรษฐกิจ 2014-06-25, 09:53:15 โดย : วีระเกียรติ ตันตราภรณ์

ประเมินเศรษฐกิจไทยหลังรัฐประหาร คสช 1 เดือน


ผศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ
ผศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ


    จากเหตุการณ์รัฐประหารที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ครบรอบวาระ 1เดือนมาแล้ว สถานการณ์โดยภาพลักษณ์ออกมาข้อนข้างดี เพราะคณะรัฐประหารไม่ได้กระทำการใดๆที่นำไปสู่การนอกเลือด รวมถึงยังมีความพยายามที่จะขจัดความขัดแย้งในแง่มุมต่างๆของสังคม รวมถึงการทุจริตคอรัปชันให้หมดไป ซึ่งถ้ามองจากปัจจัยภายในเรื่องของกลไกทางเศรษฐกิจน่าจะดีตามมาด้วย แต่ทั้งนี้ก็ยังเกิดความขัดแย้งจากปัจจัยภายนอกอยู่บ้างซึ่งบางครั้งก็อยู่เหนือการควบคุมอย่างเช่น สงครามกลางเมืองในอิรักซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันมีโอกาสถีบตัวสูงกว่าปรกติ รวมถึงความคลางแคลงใจของประเทศมหาอำนาจตะวันตก ที่มีต่อประเทศไทยซึ่งเรื่องดังกล่าวทางคณะคสช.จำเป็นต้องนำเนินการทางการทูตเพื่อสร้างความเข้าใจและเชื่อมั่นต่อไปซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นภาระที่หนักหราสากรรจ์ไม่น้อย

    คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูปประเมิณว่าภาพรวมในปีนี้น่าจะขยายตัวเป็นบวกแม้นอัตราการขยายตัวในไตรมาสแรกจะติดลบก็ตามและเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดของปีไปแล้ว และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ในกรอบประมาณการเดิม 1.5-2.5% จากที่เคยประมาณการณ์ไว้ที่ -0.5-2.5% สำหรับทิศทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังและปีหน้า นอกจากขึ้นอยู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ความฟื้นตัวต่อเนื่องของภาคการลงทุน การท่องเที่ยว การบริโภคและการส่งออกแล้วความสามารถในการแข่งขันโดยเฉพาะคุณภาพทรัพยากรมนุษย์และการลดความเหลื่อมล้ำเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ ความสามารถในการกลับคืนสู่ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพและมีเสถียรภาพของไทยยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการกำหนดความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและสันติสุขของประเทศ พร้อมเสนอให้เตรียมรับมือมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกา  

    ผศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่านอกจากทิศทางเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังและปีหน้า ที่มีแนวโน้มจะฟื้นตัวจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การฟื้นตัวต่อเนื่องของภาคการลงทุน การท่องเที่ยว การบริโภคและการส่งออกแล้วความสามารถในการแข่งขันโดยเฉพาะคุณภาพทรัพยากรมนุษย์และการลดความเหลื่อมล้ำเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ ความสามารถในการกลับคืนสู่ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพและมีเสถียรภาพของไทยยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการกำหนดความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและสันติสุขของประเทศในระยะปานกลางและระยะยาว  

    นอกจากนี้ผลกระทบของการรัฐประหารต่อเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยวได้ถูกบรรเทาลงจากเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น การเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณ การจัดทำงบประมาณปี 58 และการประกาศเดินหน้านโยบายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญของรัฐบาลชุดที่แล้ว ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคกลับคืนมา และมีความคาดหวังว่าจะมีความสงบเรียบร้อยและมีเสถียรภาพมากขึ้นอันเป็นบรรยากาศที่ส่งเสริมต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ หลังการรัฐประหาร 1 เดือน ยังไม่มีความรุนแรงนองเลือดใดๆเกิดขึ้นหรือความเสี่ยงที่จะพัฒนาสู่สถานการณ์สงครามกลางเมืองหรือภาวะอนาธิปไตย ฉะนั้น ระดับความเสี่ยงที่จะเกิดทศวรรษแห่งความถดถอยหลังการรัฐประหารจึงไม่เกิดขึ้น ณ. ขณะนี้ อย่างไรก็ตาม หากเกิดองค์กรพลัดถิ่นหรือรัฐบาลพลัดถิ่นเกิดขึ้นและนำมาสู่ความตึงเครียด ความขัดแย้งและวิกฤตการณ์การเมืองขึ้นอีก ผลกระทบของรัฐประหารต่อเศรษฐกิจไทยจะมีความซับซ้อนมากขึ้นและจำเป็นต้องมีการประเมินสถานะของเศรษฐกิจไทยใหม่อีกครั้งหนึ่ง สถานะของเศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่ลงย่อมส่งผลต่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนโดยรวมด้วย

    อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยสามารถก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาวิกฤติไปได้จนก่อให้เกิดการปฏิรูปอย่างรอบด้านและประชาธิปไตยสมบูรณ์ขึ้น ประชาชนจะอยู่ในสภาวะใหม่ซึ่งมีคุณภาพชีวิตและประเทศจะเจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างชัดเจนหลังวิกฤติใหญ่ผ่านไป

     รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต  กล่าวว่า หากวิเคราะห์ถึงสภาวะตลาดการเงินหลังการรัฐประหารหนึ่งเดือนพบว่า กระแสเงินไหลออกไม่มากอย่างที่ประเมินไว้เดิม จึงมีผลทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเพียงเล็กน้อยในช่วงแรกของการรัฐประหาร      หลังการรัฐประหารหนึ่งเดือนเงินบาทค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนการทำรัฐประหาร คสช (เงินบาทอยู่ที่ 32.57 บาทต่อดอลลาร์เมื่อวันที่ 22 พ.ค. และอยู่ที่ 32.43 เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ที่ผ่านมา) โดยช่วงที่เหลือของปี เงินบาทน่าจะอ่อนค่าลงจากดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลลดลงจากแรงกดดันของราคาพลังงานนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.41% (ดัชนีวันที่ 22 พ.ค. อยู่ที่ 1,405.01 วันที่ 20 มิ.ย. อยู่ที่ 1,467.29) หลังการรัฐประหารหนึ่งเดือน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวเป็นขาลงเฉพาะช่วงสัปดาห์แรกของการรัฐประหารเท่านั้น ส่วนสถานะของนักลงทุนต่างชาติ ยังคงขายสุทธิต่อเนื่อง ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีถึง 20 มิ.ย. 2557 ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิใน

    ตลาดหุ้นไทย 43,541 ล้านบาทดัชนีปรับเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยในประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ดัชนีตลาดหลักทรัพย์มีโอกาสแตะระดับ 1,550 จุดได้ในปีนี้ หากการเมืองไทยยังคงมีเสถียรภาพและมาตรการเศรษฐกิจต่างๆสามารถดำเนินการได้ตามกรอบเวลา ในส่วนของตลาดตราสารหนี้พบว่าครึ่งแรกของเดือนมิถุนายน เม็ดเงินต่างชาติไหลกลับ 5.8 พันล้านบาท ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันไหลออกสุทธิ 6.4 หมื่นล้านบาท ประเมินทั้งปีเงินไหลออกสุทธิไม่มาก โดยนักลงทุนต่างชาติถือครองตราสารหนี้สุทธิปัจจุบัน 6.45 แสนล้านบาท ตราสารหนี้ระยะยาว 85% ตราสารหนี้ระยะสั้น 15% สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ-ไทย ยังคงหนุนให้เงินไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีสหรัฐฯกับไทยต่างกันถึง 1.5%  

    ผศ. ดร. อนุสรณ์ ยังเสนอให้ คสช และ ผู้ที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการรับมือผลกระทบทางเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกาอันเกี่ยวเนื่องกับการที่ “ไทย” ถูกลดอันดับบัญชีค้ามนุษย์ให้อยู่ในระดับต่ำสุดอยู่ในระดับเดียวกับเกาหลีเหนือ ซีเรีย ซิมบับเว และเวเนซูเอลา การมีมาตรการรับมือล่วงหน้าอย่างเหมาะสมต่อการคว่ำบาตร (คาดว่ามาตรการคว่ำบาตรเกิดขึ้นภายใน 90 วัน) จะช่วยบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและธุรกิจอุตสาหกรรมได้ นอกจากนี้ ไทย ควรมียุทธศาสตร์และแผนการดำเนินการต่อร่างกรอบข้อตกลง Trade in Service Agreement (TISA) ล่าสุดที่ผลักดันโดยสหรัฐอเมริการและสหภาพยุโรป โดยเป็นข้อตกลงที่มีความเข้มข้นกว่าข้อตกลงภายใต้องค์กรการค้าโลก (WTO) โดยจะเป็นข้อตกลงที่ให้มีการเปิดตลาดภาคบริการเต็มรูปแบบ ทั้ง ภาคการเงินการธนาคาร สาธารณสุข การศึกษา การสื่อสารโทรคมนาคม การบริการพื้นฐานโดยรัฐ และ การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ     

Copyrights © 2009 www.publicpostonline.com All Rights Reserved.
E-mail : publicthai@yahoo.com
counter