เศรษฐกิจ

2014-03-15, 15:01:26
รายงานเศรษฐกิจ Ι โดย: วันเพ็ญ นภาผ่อง / โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ

การเมืองกระทบงบปี'58 ฉุดลงทุนภาครัฐ





หน่วยงานด้านเศรษฐกิจภาครัฐและเอกชนยอมรับสภาพผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 3 เดือน นอกจากส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นการลงทุนและการบริโภค การลงทุนภาครัฐยังได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ไม่สามารถประกาศใช้ได้ทันในวันที่ 1 ตุลาคม 2557

"แนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้ เดิมคาดว่าจะเติบโต 4-5% มาจากการเติบโตของภาคการส่งออก แต่มีแนวโน้มว่าจะโตต่ำกว่าที่คาด และโตต่ำกว่าปี 2556 เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ทำให้ไม่มีงบลงทุนใหม่เข้ามาในระบบ และอาจทำให้การจัดทำงบประมาณประจำ 2558 ล่าช้า ประกาศใช้ไม่ทัน 1 ตุลาคม 2557 ทำให้งบประมาณ 2558 ต้องล่าช้าหรือใช้จ่ายได้แค่ 50% เฉพาะในส่วนที่เป็นเงินเดือนข้าราชการเท่านั้น"

เป็นคำกล่าวของนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่มีความเป็นห่วงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2558 ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี2558 เพราะการจัดทำงบล่าช้า 

การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี เริ่มจัดทำตั้งแต่ปลายปี แต่การยุบสภาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา ทำให้ขั้นตอนการจัดงบประมาณต้องเลื่อนออกไป และเมื่อการเมืองยืดเยื้อยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าจะได้รัฐบาลใหม่เมื่อไร ส่งผลให้งบประมาณปีนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ทัน เนื่องจากงบประมาณต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรและประกาศใช้วันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี

คาดกันวันการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อาจต้องล่าช้า ไปอีกประมาณ 6 เดือน และอาจต้องมีรัฐบาลรักษาการต่อไปเป็นเวลา 1 ปีก็ย่อมได้ และจะเกี่ยวโยงกับเวลาในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

" ตัวเลขจีดีพีเดิมคาดว่าจะโต 4-5% จะเป็นไปได้ก็ขึ้นอยู่กับปัญหาการเมืองจะยุติได้โดยเร็วหรือไม่ ขณะที่การส่งออก จะเติบโตดีกว่าปีที่ผ่านมาเนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว แต่ในเมื่อสถานการณ์การเมืองไม่คลี่คลาย ทำให้ไม่มั่นใจว่าวันนี้จะโตได้ตามคาด แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ถึงขั้นทำให้เศรษฐกิจช็อก เพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจยังมีการเติบโต" 

จะเห็นว่าเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐ และญี่ปุ่น เริ่มฟื้นตัวได้ชัดเจนในปีนี้ ขณะที่เศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซน ก็เริ่มดีขึ้น แต่สำหรับเศรษฐกิจไทย ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศที่ยังไม่สามารถหาจุดจบลงได้ เป็นตัวฉุดให้ความเชื่อมั่นการลงทุนถดถอยลงไป ในความเป็นจริงหากไม่มีความขัดแย้งทางการเมืองเศรษฐกิจไทย คงไม่ทรุดไปจากนี้มากนักและเศรษฐกิจคงขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 5% อย่างแน่นอน

แต่เมื่อความขัดแย้งขยายผลออกไปเป็นเวลายาวนาน ไม่มีรัฐบาลใหม่เข้ามาจัดการทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ต่อยอดได้ งบการลงทุนภาครัฐที่จะช่วยขับเคลื่อนการลงทุน จากโครางสร้างขนาดใหญ่ ก็ไม่สามารถออกมากระตุ้นเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้ ปีนี้จึงต้องรอรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ และภาวนาที่จะให้การเลือกตั้งดำเนินการไปได้ เพื่อให้มีรัฐบาลใหม่โดยเศรษฐกิจไม่เลวร้ายลงไปกว่านี้

ล่าสุดเช่นกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธปท.มองว่าแผนการจัดทำงบประมาณปี 2558 ของรัฐบาลมีแนวโน้มล่าช้า 1 ไตรมาส เพราะปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณ ยังไม่ได้เริ่มต้นทำงบ เนื่องจากยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

"แบงก์ชาติจัดทำสมมติฐาน กรณีฐานว่าจะมีรัฐบาลใหม่ในไตรมาสที่ 3/2557 จะทำให้จีดีพีเติบโตต่ำกว่า 3% และในกรณีเลวร้ายสุด มีรัฐบาลใหม่ไตรมาสที่ 4/2557 จีดีพีจะโตต่ำกว่านี้แต่คาดไม่ต่ำกว่า 2%"
 ธปท.ยังเห็นว่า ส่วนกำลังซื้อในประเทศ แม้ว่าจะชะลอตัวแต่ไม่อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง เพราะกำลังซื้อยังมี เพียงแต่ไม่มั่นใจในการจับจ่ายใช้สอย ส่วนโครงการรับจำนำข้าว แม้จะส่งผลต่อกำลังซื้อในต่างจังหวัดบ้าง แต่เกษตรกร สามารถใช้ใบประทวน เพื่อขอกู้ได้ ทำให้ผลกระทบไม่มาก ดังนั้นอยู่บนพื้นฐานว่าท้ายที่สุดเกษตรกรจะได้รับเงิน เพราะกำลังซื้อของเกษตรกรคิดเป็นสัดส่วน 2% ของการบริโภคภาคเอกชนที่มีประมาณ 6 ล้านล้านบาทต่อปี

"แม้การบริโภคชะลอตัว แต่เกิดจากความไม่มั่นใจ ไม่ใช่ไม่มีกำลังซื้อ เชื่อว่าหากปัญหาจบเร็ว การบริโภคก็ฟื้นตัวเร็วภายใน 2 เดือน"  

อย่างไรก็ตาม นักการเงินอย่าง นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.ภัทร  ประเมินว่าจีดีพีปีนี้จะเติบโตเพียง 2.8% บนพื้นฐานว่าในครึ่งปีแรก เศรษฐกิจไม่มีการเติบโตหรืออาจโตเพียง 0.1% เพราะมีความเสี่ยงที่งบประมาณปี 2557 เบิกจ่ายล่าช้า ในขณะที่แผนการจัดทำงบประมาณปี 2558 จัดทำได้ล่าช้ากว่าปกติ ทำให้มีความเสี่ยงความไม่ต่อเนื่องของการเบิกจ่าย และการใช้จ่ายภาครัฐ ถึงแม้ว่ามีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ก็ตาม
 
"แต่รัฐบาลประกาศชัดว่าจะส่งเสริมการปฏิรูปหลังจากนั้นจะยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่ภายใน 1 ปี ทำให้รัฐบาลไม่กล้าตัดสินใจที่จะลงทุนมากนัก นอกจากนี้ ยังไม่เห็นสาระของการปฏิรูป"

น่าติดตามจากนี้ไปว่าเศรษฐกิจไทย จะถดถอยหรือเดินหน้าได้ เพราะปัจจัยที่ซับซ้อนความขัดแย้งทางการเมืองปะทุขึ้น แต่ยังไม่มีวันจบ จะขยายผลยาวนานออกไปแค่ไหน หรือว่าอาจจะพักรบสักระยะแล้วรอปะทุขึ้นใหม่ ไม่มีใครทราบได้ แต่เศรษฐกิจไทยมีความชัดเจนแล้วว่าการถดถอยลง โดยการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้แค่3%หรือต่ำกว่านี้อย่างที่นักการเงินประเมินไว้เกิดขึ้นแล้ว
 
จึงต้องจับตาอย่ากระพริบทีเดียว เพราะนี่คือทางรอดของเศรษฐกิจไทยและประเทศในอนาคตข้างหน้านี้!!!

Copyrights © 2009 www.publicpostonline.com All Rights Reserved.
E-mail : publicthai@yahoo.com
counter