เศรษฐกิจ

2014-03-15, 15:20:41
รายงานเศรษฐกิจ Ι วีระเกียรติ ตันตราภรณ์

ศูนย์วิจัยม.รังสิตชี้ 57ศก.ยับ หวังทศวรรษยูโทเปีย




ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยรังสิต ประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 57 ฝันค้างเพราะ Political crisis-driven recession หรือผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองเป็นหลัก โดยไตรมาสแรกเชื่อว่าอย่างไรก็ไม่ถึง1% และในช่วงครึ่งปีนี้น่าจะดิ่งถึง1.5% โดยยังไม่รวมค่าสูญเสียโอกาสเบื้องต้นที่เกิดขึ้นแล้วไม่น่าจะต่ำกว่า 4.9 แสนล้านบาท จากความเชื่อมันในการลงทุน

แน่นอนที่สุดว่าธุรกิจท่องเที่ยวน่าจะเป็นด่านแรกที่ต้องกระทบจากคลื่นสภาวะเศราฐกิจในครั้งนี้ หากแต่ความหวังริบหรี่เมื่อภาคส่งออกอาจจะได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกบ้างแต่คงไม่ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ปัญหาการจำนำข้าวที่ถูกนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองขณะนี้น่าจะส่งผลต่อธุรกิจธุรกิจระดับท้องถิ่นอย่างอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้า ธุรกิจขายรถยนต์ในประเทศ สินค้า OTOP เป็นต้น

นอกจากนี้ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยรังสิต ยังได้แบ่งสภาวะวิกฤติทางการเมืองที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคตออกเป็น 5กรณีคือ

กรณีแรก :ดีที่สุดสามารถจัดการเลือกตั้งได้เรียบร้อยภายในเดือนเมษายนและสามารถเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้ และ วิกฤตการณ์ทางการเมืองคลี่คลายลงโดยไม่มีความรุนแรงขนาดใหญ่เพิ่มเติม คาดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นประมาณ 25% การจัดทำงบประมาณปี 2558 จะล่าช้าประมาณ3-4 เดือน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 2.5%

กรณีที่สอง: มีคำตัดสินของศาลหรือ ปปช. นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางส่วนหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีผู้รักษาการแทนต่อและมีการจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่ภายในไตรมาสสอง โดยไม่มีความรุนแรง คาดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ประมาณ 10% การจัดทำงบประมาณปี 2558 ล่าช้ากว่า 6 เดือน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 2%

กรณีที่สาม: มีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญหรือ ปปช. และนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางส่วนหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีผู้รักษาการแทนต่อและมีการจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่โดยไม่มีความรุนแรง รัฐบาลรักษาการต่อเนื่องจนถึงครึ่งปีหลัง คาดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ประมาณ 10% การจัดทำงบประมาณล่าช้าไม่ต่ำกว่า 8 เดือน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 1%

กรณีที่สี่: มีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญหรือ ปปช. และนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีบางส่วนหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีผู้รักษาการแทนต่อและมีการจัดการเลือกตั้งขึ้นใหม่โดยมีความรุนแรงเกิดขึ้น คาดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ประมาณ 10% การจัดทำงบประมาณล่าช้าไม่ต่ำกว่า 10 เดือน อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ 0%

กรณีที่ห้า: มีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญหรือ ปปช แล้ว เกิดความรุนแรงทางการเมืองและการนองเลือดขนาดใหญ่ ไม่สามารถจัดทำงบประมาณปี 2558 ได้และมีการรัฐประหารหรือเกิดสภาพรัฐล้มเหลวและอนาธิปไตย ในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่ามีโอกาสเกิดขึ้น 45% เศรษฐกิจปี 2557 หดตัว มีอัตราการเติบโตติดลบ -0.5% เป็น Political crisis-driven recession และเกิดการสูญเสียความเชื่อมั่นต่อระบบต่างๆของประเทศ สูญเสียระบบความเชื่อมั่นในการเลือกตั้งซึ่งเป็นระบบพื้นฐานของประชาธิปไตย สูญเสียความเชื่อมันในระบบของอำนาจตุลาการ

นอกจากนี้ยังมีอีกประเด็นที่น่าสนใจที่อ.อนุสรณ์กล่าวถึงคือปี 57จะเป็นปีเริ่มต้นของทศวรรษของการถดถอย ของประเทศไทยถ้าไม่สามารถแก้ปัญหาของชาติไปในทิศทางของระบอบประชาธิปไตย และจะมีการเติบโตต่ำในช่วงของทศวรรษนี้ แต่ก็เชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามผ่านวิกฤติการณ์โดยก่อให้เกิดการปฏิรูปรอบด้าน และทำให้เกิดประชาธิปไตยสมบูรณ์ประชาชนจะอยู่ในสภาวะใหม่ซึ่งมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และประเทศจะเจริญก้าวหน้าอย่างชัดเจนหลังวิกฤติการผ่านไปแต่ประชาชนต้องตระหนักว่าวิกฤติการณ์ครั้งนี้เป็นต้นทุนครั้งใหญ่ เราถึงจะผ่านทศวรรษแห่งการถดถอยและขับเคลื่อนไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในอนาคต

โดยในช่วงเริ่มต้นเราจะเริ่มต้นด้วยการขาดความเชื่อมั่นในผู้บริโภค จะเดินไปไหนก็ไม่รู้จะสะดุดระเบิดเมื่อไหร่ จะพูดคุยกับเพื่อนฝูงก็ไม่รู้ว่าจะมีทัศนะที่แตกต่างกันอย่างไรแล้วจะลุกขึ้นมาใช้ความรุนแรงกันตอนไหนความเชื่อมันที่ที่ถดถอยจะทำให้เกิดการชะรอตัวของการบริโภคและขาดการเชื่อมันในการลงทุนทำให้ปีนี้การชะรอตัวจะติดลบแต่การบริโภภคจะชะลอตัวแต่ไม่ติดลบ

สำหรับการลงทุนในภาครัฐคงแทบหยุดชะงักไม่มีสิทธิ์จะเห็นโครงการใหญ่ๆผลุดขึ้นมาได้เลยอย่างน้อยหนึ่งปี ถึงหนึ่งปีครึ่งถ้าคิดแบบบวกแต่ถ้าแย่กว่านั้นก็คง 2-3ปี การท่องเที่ยวโดยเฉพาะการท่องเที่ยวจากต่างประเทศหมดสิทธิ์

นอกจากการสุญเสียมูลค่าการลงทุนทางเศรษฐกิจแล้วอีกส่วนหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือค่าสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของอาเซียน และของโลกในอนาคตเพราะเราอยู่ในฐานะและเสถียรภาพที่จะทำเช่นนั้นได้แต่วิกฤตการการเมืองขณะนี้ทำให้เราต้องเสียโอกาสนี้ไป

นอกจากนี้เรากำลังสุญเสียศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อระบบเลือกตั้งคืนฝ่ายที่ขัดขวางก็ไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งจะคัดกรอกนักการเมืองที่มีคุณภาพและคุณธรรม อีกฝ่ายก็บอกว่าต้องเลือกตั้งเพราะเป็นเจตจำนงของคนส่วนใหญ่ คือคนจำนวนไม่น้อยสูญเสียศรัทธาในระบบเลือกตั้งอันเป็นพื้นฐานของระบบประชาธิปไตย จะปฏิรูประบบเลือกตั้งก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่สูญเสียความเชื่อมันในระบบศาลยุติธรรมจากการวินิจฉัยตัดสินในหลายๆเรื่อง แน่นอนว่าประเทศที่ขาดความเชื่อมั่นในระบบพื้นฐานของประชาธิปไตยต้องมีผลต่อการเลือกเข้ามาลงทุนอย่างที่กล่าวไปแล้ว มันจึงประเมินยากจริงๆสำหรับสิ่งที่ประเทศไทยจะต้องสูญเสียต่อไปในอนาคต

 

Copyrights © 2009 www.publicpostonline.com All Rights Reserved.
E-mail : publicthai@yahoo.com
counter