เศรษฐกิจ
รายงานเศรษฐกิจ Ι 2014-04-09
โดย : วันเพ็ญ นภาผ่อง / โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ

2ล้านล้านล่ม “รัฐ-เอกชน”หวั่นกระทบการลงทุน





ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติ ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ขนส่งของประเทศ พ.ศ. ....วงเงิน 2 ล้านล้าน ว่าขัดรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวต้องตกไป แม้ว่าจะเป็นตามความคาดหมายก่อนหน้านี้ แต่การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญทำให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เตรียมตัวก่อน หน้านี้ ต้องปรับแผนงานกันใหม่ เพราะผลที่ตามมาคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อการลงทุนในภาพรวมของประเทศ
 
จาก การเกาะติดพ.ร.บ.โครงการ 2 ล้านล้านบาทถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตกทั้งกระบวนการและเนื้อหาว่าขัดรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะหัวหน้ารัฐบาลอย่างน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกมาเปิดเผยถึงโครงการนี้ทันทีว่ารู้สึกเสียดาย ไม่ผ่านการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐบาลได้พยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว อยากเห็นประเทศพัฒนาเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เพราะนับจากมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะเห็นได้ว่าขีดแข่งขันของไทยกับต่างประเทศในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานยังเป็น รองเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน นั่นจึงเป็นที่มาของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามกฎหมายฉบับนี้
 
 เมื่อ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาว่าขัดรัฐธรรมนูญ โครงการจะได้พัฒนาให้ก้าวนำการเชื่อมโยงต่อภูมิภาคอาเซียน และเป็นศูนย์กลางอาเซียนที่นอกจากเรื่องการลงทุนในประเทศไทยแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางในการลงทุนในภูมิภาค หวังว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะนำเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไปสานต่อ เพราะเรื่องนี้เป็นโอกาสของทุกคน ไม่ใช่เป็นโครงการของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง

กระทรวง การคลังมองว่าหลังจากโครงการ 2 ล้านล้านบาทถูกล้มไป ผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระยะต่อไป จะต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่ว่าจะมีนโยบายต่อการลงทุนอย่างไร หากมีนโยบายลงทุนต่อ ต้องขึ้นอยู่กับว่าจะใช้วิธีในการระดมเงินทุนอย่างไร หากใช้วิธีการกู้เงินก้อนใหญ่และไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็จะทำให้การลงทุนเกิดขึ้นต่อเนื่อง ขีดความสามารถในการแข่งขันก็จะไม่ถูกกระทบ แต่หากเลือกใช้วิธีการใช้จ่ายตามระบบงบประมาณ ผลที่เกิดขึ้น คือการลงทุนอาจไม่ต่อเนื่อง และเป้าหมายการทำงบประมาณสมดุลในปี 2560 ก็จะถูกกระทบ เพราะรัฐบาลจะต้องกู้เงินมาใช้จ่ายผ่านการขาดดุลงบประมาณ
 
ด้าน สำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กรณีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญกระทบต่อการทำแผนพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าของประเทศ ระยะยาว (พีดีพี) ฉบับใหม่ เพราะก่อนหน้านั้น คาดการณ์ว่าโครงการลงทุนจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตและส่งผลให้ความ ต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยสนพ. ทำแผนพีดีพีเบื้องต้นไปแล้ว โดยพิจารณาปริมาณการใช้ไฟฟ้าตามการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลัก แต่เมื่อโครงการ 2 ล้านล้านบาทตกไป จะมีผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเปลี่ยนแปลง
 
ขณะที่ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ประเมินว่าแม้พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทเดินหน้าไม่ได้ การก่อสร้างรถไฟฟ้าในเส้นทางยังคงดำเนินการต่อไปได้ แต่การก่อสร้างให้ครบทั้ง 10 สายทาง จะทำไม่ได้ทั้งหมดใน 7 ปีตามแผน ซึ่งอาจล่าช้าออกไปไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี และอาจต้องจัดลำดับเส้นทางที่จะก่อสร้างใหม่ เพราะงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดจะไม่สามารถก่อสร้างรถไฟฟ้าทุกสายไปพร้อม กันได้

เพราะพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทจัดทำขึ้นมาให้กระทรวงการคลังสามารถกู้เงินมาใช้เงินได้มากกว่า พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ 2548 ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 20% ต่อปี เพื่อให้การดำเนินโครงการต่างๆ สามารถเดินหน้าได้แล้วเสร็จทั้งหมดตามแผนงานที่กำหนด แต่เมื่อไม่มีพ.ร.บ.กู้เงิน การหาเงินมาดำเนินโครงการจะทำได้น้อยลง วงเงินที่จะนำมาลงทุนจึงไม่เพียงพอที่จะทำได้ทั้งหมด และอาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 15 ปี จึงจะก่อสร้างรถไฟฟ้าได้ครบทุกสาย

สำหรับ การดำเนินงานของรฟม. หลังจากนี้ จะยังคงศึกษาออกแบบการก่อสร้างรถไฟฟ้าเส้นทางใหม่เพื่อเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ พิจารณาอย่างต่อเนื่อง ส่วนจะก่อสร้างเส้นทางใดก่อน เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่จะพิจารณา และเห็นว่าความล่าช้าของการดำเนินโครงการจะไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ของนักลงทุน เพราะการก่อสร้างรถไฟฟ้าไม่มีจุดประสงค์เพื่อสร้างกำไร แต่เพื่อพัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพ
 
ส่วนแผนการลงทุนใน โครงการบูรณะทางหลวงสายหลักระหว่างภาค จำนวน 56 โครงการ และโครงการก่อสร้างขยายทางหลวง 4 ช่องจราจรเพื่อประสิทธิภาพทางหลวงทั่วประเทศ วงเงินรวม 2.4 แสนล้านบาท จะต้องชะลอออกไป ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนทั่วประเทศ เนื่องจากปัจจุบันถนนทางหลวงหลายสายมีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก หากรัฐบาลไม่เร่งรัดบูรณะซ่อมแซมโดยเร็วจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุ บนท้องถนนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนักบนทางหลวง เนื่องจากโครงการขยายถนน 4 ช่องจราจรไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย
 
กลับ มาดูความเห็นภาคเอกชน โดยเฉพาะสถาบันการก่อสร้างแห่งประเทศไทย หลังพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทตกไป ส่วนที่กระทบมากที่สุด คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะบางรายได้เข้าไปกว้านซื้อที่ดินตามแนวเส้นทางคมนาคมในโครงการนี้แล้ว เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต ซึ่งจะทำให้มีความเสี่ยงสูงขึ้นหากรัฐบาลใหม่เปลี่ยนเส้นทางไป
 
ยิ่ง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มีความเห็นว่าเนื้อหาสาระโครงการ 2 ล้านล้านบาท เป็นเรื่องที่ดีต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและช่วยเพิ่มขีดความ สามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่เมื่อโครงการดังกล่าวถูกตีตกไป สิ่งที่ตามมาทำให้ไทยต้องเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้วย กระบวนการเดิมๆ ที่เคยทำมา อาทิ การกู้เงิน การรอใช้งบประมาณแผ่นตามขั้นตอนปกติ เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปี ซึ่งจะเป็นจุดที่ทำให้ไทยเสียโอกาส โดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลาง(ฮับ) ในหลายๆ ด้านของอาเซียน
 
นอกจากนี้ บรรยากาศเศรษฐกิจที่คาดหวังกันว่าจะกลับมาคึกคักอาจสะดุดไปบ้าง และทำให้ภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจก่อสร้าง และการลงทุนธุรกิจใหม่ๆ อาจได้รับผลกระทบ และเสียโอกาสทางธุรกิจไป
 
ขณะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จะเชื่อว่าพ.ร.บ.กู้ 2 ล้านล้านล่มไป ก็ยังไม่กระทบภาพรวมความเชื่อมั่นการลงทุนของประเทศ เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนตามกฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้ถูกนำไปรวมอยู่ในแผนการ ลงทุนประจำปี 2557 เพิ่มเติมจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ตั้งไว้ 2.5 ล้านล้านบาท ดังนั้นการที่กฎหมายยังไม่ผ่านการพิจารณาก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ในขณะนี้
 
เมื่อพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ถูกศาลรัฐธรรมนูญตีตกไป การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ย่อมล้าหลังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่ไทยมีภูมิประเทศเป็นศูนย์กลางของอาเซียน หากโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งดีขึ้น จะทำให้การลงทุนและความเชื่อมั่นของประเทศก้าวหน้า

แต่ศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดไม่ให้พ.ร.บ.กู้เงินฉบับนี้ผ่านไป เท่ากับว่าให้การพัฒนาประเทศของไทยย่ำอยู่กับที่ จึงน่าเสียดายโอกาสนี้ จริงๆ
Copyrights © 2009 www.publicpostonline.com All Rights Reserved.
E-mail : publicthai@yahoo.com
counter