ต่างประเทศ
ต่างประเทศ |  8 มกราคม 2557, 17:25

นักวิจัยค้นพบทางเลือกใหม่ “ความร้อนใต้พิภพ” กู้วิกฤติพลังงานโลก


ทีมนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยมินนิโซตา มหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตอเรนซ์ลิเวอร์โมร์ และห้องปฏิบัติการแห่งชาติ ได้มีการทำงานร่วมกัน ในการค้นคว้าวิจัยหาแหล่งพลังงานทางเลือกสำหรับกู้วิกฤตการณ์พลังงานน้ำมัน ที่นับวันจะร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ

ทั้งนี้ ทีมนักวิจัยจาก ม.มินนิโซตา โดยนายมาร์ติน ซาร์ หนึ่งในสามนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยดังกล่าว เป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีที่สามารถดึงเอาพลังงานความร้อนใต้พิภพที่มีก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ออกมาใช้ โดยนักวิจัยคนนี้กำลังพัฒนารูปแบบใหม่ของ “โรงไฟฟ้าความร้อนใต้พิภพ” ล็อคออกก๊าซที่ไม่พึงประสงค์ในชั้นใต้ดิน และใช้ก๊าซเรือนกระจกในรูปแบบของเหลวมาเป็นเครื่องมือในการเพิ่มกำลังการ ผลิตพลังงานไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งอยู่ในชั้นวิจัยทดลองอยู่ขณะนี้

สำหรับ “พลังงานความร้อนใต้พิภพ” ก็คือ พลังงานความร้อนตามธรรมชาติที่ได้จากแหล่งความร้อนที่ถูกกักเก็บอยู่ภายใต้ ผิวโลก โดยปกติอุณหภูมิใต้ผิวโลกจะเพิ่มขึ้นตามความลึก เมื่อยิ่งลึกลงไปถึงภายในใจกลางของโลก ก็จะมีแหล่งพลังงานความร้อนมหาศาลอยู่ ความร้อนที่อยู่ใต้ผิวโลกนี้เอง จะมีแรงดันสูงมาก และพยายามที่จะดันตัวออกจากผิวโลกตามรอยแตกต่างๆ


แหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพ มักพบในบริเวณที่เรียกว่าจุดร้อน (hot spots) โดยบริเวณนั้นจะมีค่าการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิตามความลึก มีบริเวณที่มีการไหล หรือแผ่กระจายของความร้อนจากภายใต้ผิวโลกขึ้นมาสู่ผิวดิน (geothermal gradient) มากกว่าปกติประมาณ 1.5-5 เท่า เนื่องจากในบริเวณดังกล่าวเปลือกโลกมีการขยับตัวเคลื่อนที่ทำให้เกิดรอยแตก ของชั้นหิน

ดัง นั้นในอนาคต จึงมีโอกาสสูงที่ประชาคมโลกจะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพมาเพื่อ ใช้ประโยชน์ทดแทนพลังงานน้ำมันที่จะหมดลงไปเรื่อยๆ ในไม่ช้า การนำพลังงานความร้อนใต้พิภพมาใช้นั้น มีมาตั้งแต่สมัยโรมัน โดยใช้ในลักษณะของการนำน้ำร้อนมาเพื่อการรักษาโรคและใช้ประโยชน์ภายในครัว เรือน ในยุคต่อมาได้มีการนำเอาไอน้ำร้อนมาใช้ในการประกอบอาหาร ใช้น้ำร้อนสำหรับอาบชำระร่างกาย ใช้ล้างภาชนะ และใช้ในการบำบัดรักษาโรค

ส่วนการใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพเพื่อการผลิตไฟฟ้าเริ่มต้นขึ้นในปีค.ศ.1913 ที่ประเทศอิตาลี โดยใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพจากแหล่งลาร์เดอเรลโล มีขนาดกำลังการผลิต 250 กิโลวัตต์ นับว่าเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพแห่งแรกในโลกที่มีการผลิตไฟฟ้าออก มาในเชิงอุตสาหกรรม โดยในปัจจุบันได้พัฒนาและขยายเป็นโรงไฟฟ้าขนาด 700 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะเพิ่มขนาดกำลังการผลิตมากขึ้นเป็น 1,200 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม แม้การใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานความร้อนนี้จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบที่ร้าย แรงต่อสิ่งแวดล้อม แต่ก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาค้นคว้าเพื่อทำความเข้าใจ และหาทางป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดตามมาได้ อาทิ ก๊าซพิษ ซึ่งก๊าซเหล่านี้จะมีอันตรายต่อระบบการหายใจหากมีการสูดดมเข้าไป ดังนั้นจึงต้องมีวิธีกำจัดก๊าซเหล่านี้โดยการเปลี่ยนสภาพของก๊าซให้เป็นกรด หรือปัญหาน้ำจากแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพในบางแหล่ง อาจมีปริมาณแร่ธาตุต่างๆ ละลายอยู่ในปริมาณที่สูง ซึ่งหากนำน้ำนั้นมาใช้แล้วปล่อยระบายลงไปผสมกับแหล่งน้ำธรรมชาติบนผิวดินก็ จะส่งผลกระทบต่อระบบน้ำผิวดินที่ใช้ในการเกษตรหรือใช้อุปโภคบริโภคได้ ตลอดจนผลกระทบด้านการทรุดตัวของแผ่นดิน ซึ่งการนำเอาน้ำร้อนจากใต้ดินขึ้นมาใช้ ย่อมทำให้ในแหล่งพลังงานความร้อนนั้นเกิดการสูญเสียเนื้อมวลสารส่วนหนึ่งออก ไป ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาการทรุดตัวของแผ่นดินขึ้นได้

ซึ่งผลกระทบทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขได้ จากการศึกษาวิจัยเพื่อหาหนทางป้องกันผลกระทบดังกล่าว....อย่างน้อยนี่ก็คือ ข่าวดีของการแก้ปัญหาพลังงานโลก อีกหนทางหนึ่งเพื่อความอยู่รอดของมวลมนุษยชาติต่อไปในอนาคต




ที่มา www.mtpclub.com
Copyrights © 2009 www.publicpostonline.com All Rights Reserved.
E-mail : publicthai@yahoo.com
counter