หน้าแรก     |      ในประเทศ     |      รายงาน/วิเคราะห์     |      สัมภาษณ์     |      ต่างประเทศ     |      สารคดี     |      วาไรตี้     |      เกี่ยวกับเรา     |      ติดต่อเรา
ทดลอง ทดลอง
บทความ  

 

ทำไมประชาคม‘อาเซียน’ ต้อง ‘บวกแปด’

 

 

พับลิกโพสต์ออนไลน์ : 24 ม.ค. 55

 โดย : บัณฑิตย์ สะมะอุน

 

เมื่อกล่าวถึงประชาคมอาเซียนในปี พ.. 2558 ที่จะมาถึงนี้ ในความเป็นประชาคมอาเซียนของสิบประเทศซึ่งมีความพยายามที่จะรวมตัวกันเพื่อความร่วมมือกันทางด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ซึ่งภูมิภาคนี้(เอเชียแปซิฟิก)มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และ มีความเข้มแข็งมากที่สุดในบรรดาภูมิภาคต่างๆและอาจกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ซึ่งปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี พ.. 2540 ประเทศในกลุ่มอาเซียนสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตดังกล่าวได้รวดเร็วกว่าภูมิภาคอื่น แม้แต่ยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจโลกอย่างสหรัฐฯและยุโรปก็ยังดูล้มลุกคลุกคลานกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจดังกล่าวตราบจนปัจจุบัน และนับวันวิกฤตเศรษฐกิจของทั้งสองกลุ่มประเทศนี้ยังดูทีท่าว่าจะยิ่งหนักขึ้นทุกวัน

เศรษฐกิจโลกที่ผูกพันไว้ระหว่างประเทศมหาอำนาจกับประเทศกำลังพัฒนาอย่างกลุ่มประชาคมอาเซียน มหาอำนาจอย่างยุโรปและสหรัฐฯคือ ตลาดสำคัญที่ประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียนแย่งชิงกันเข้าไปแสวงหา

ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจของยุโรปและสหรัฐฯถดถอยอย่างรุนแรง จึงมีผลทำให้เศรษฐกิจของประเทศต่างๆต้องทรุดตัวลงอย่างหนัก ซึ่งการตลาดลักษณะผูกขาดด้วยกลไกลของราคาและตลาดที่เอื้อประโยชน์ต่อประเทศมหาอำนาจ และทำให้ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของโลกถูกผูกขาดและเกิดภาวะกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มประเทศมหาอำนาจ เมื่อภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของยุโรปและสหรัฐฯ เกิดขึ้น จึงมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยไม่มีทางเลือก

นี่เป็นบทเรียนของการรวมศูนย์กลางทุกอย่างไว้ที่กลุ่มประเทศมหาอำนาจ หน่วยงานและสถาบันต่างประเทศหลายแห่ง ยอมรับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นและยังยืนยันว่า ในปี พ..2555 ไม่มีใครสามารถรอดพ้นจากผลกระทบในเรื่องเศรษฐกิจ โลกที่ถดถอย โดยเฉพาะวิกฤตหนี้สินของกลุ่มประเทศแถบยุโรป และในกลุ่มอาเซียนสิบประเทศเอง รวมถึงจีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ และไต้หวัน จะได้รับผลกระทบจากสภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากสภาพของวิกฤตเศรษฐกิจดังกล่าว ทำให้สหรัฐฯและยุโรป ต้องหาทางที่จะหาตัวช่วยประคับประคองสภาพความตกต่ำดังกล่าว ความเป็นไปได้อย่างหนึ่งคือการจับและแสวงหาความร่วมมือกับกลุ่มประชาคมอาเซียน สองประเทศที่มีกลุ่มประชาคมอาเซียนบางประเทศเสนอให้สหรัฐฯและรัสเซียเข้ามามีส่วนเป็นคู่เจรจา เพื่อจะได้ขายตลาดและความร่วมมือด้านอื่นๆ ในอนาคต และเพื่อขยายขอบเขตสมาชิกให้กว้างขวางขึ้น

เมื่อมองกันถึงตัวประชาคมอาเซียนทั้งสิบประเทศแล้ว ยังมีการเข้ามาเกี่ยวข้องของมหาอำนาจอย่างจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่เรียกว่าอาเซียนบวกหก และในปัจจุบันสหรัฐฯและรัสเซียสนใจที่จะเข้ามาร่วมด้วย โดยเรียกว่าอาเซียนบวกแปด จึงเป็นภาพที่ถูกมองไปอีกมิติหนึ่ง

จะเห็นได้ว่าสหรัฐฯ และรัสเซียคงไม่ยอมตกขบวนประชาคมอาเซียน แต่ไม่มั่นใจว่าการจะเข้าร่วมของมหาอำนาจทั้งสองจะเป็นผลดีหรือเป็นผลเสียต่อประชาคมอาเซียน สังคมโลกในยุคปัจจุบันคงจะปิดกั้นความร่วมมือและความช่วยเหลือต่างๆ ในลักษณะข้ามชาติไม่ได้อีก ต่อไปแล้ว สิ่งที่น่าเป็นห่วงน่าจะเป็นเรื่องของโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากร

 

อาเซียนซึ่งถือเป็นแหล่งทรัพยากรโลก ซึ่งต่างไปจากภูมิภาคตะวันออกกลางที่เป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมัน ที่มีความสำคัญต่อความก้าวหน้าของโลก แต่น้ำมันกลับถูกครอบครองหรือยึดครองโดยประเทศมหาอำนาจบางประเทศเท่านั้น การที่สหรัฐฯที่มาวนเวียนอยู่ในอาเซียนโดยส่งรัฐมนตรีต่างประเทศเข้ามาเยี่ยมเยือนประเทศต่างๆ ในกลุ่มอาเซียน เช่นประเทศพม่าที่ในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีในสายตามชาวโลกมากยิ่งขึ้น หลังจากมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จัดให้มีการเลือกตั้ง และได้มีประธานาธิบดีคนใหม่ (พล..เต็ง เส่ง)

พม่าที่ปกครองโดยระบบเผด็จการทหารถูกกดดันด้วยระบบประชาธิปไตย พม่าแม้จะดูเป็นประเทศล้าหลัง แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นประเทศที่มีแหล่งทรัพยากรมากมาย น้ำมัน ก๊าซ ป่าไม้ แร่ธาตุต่างๆ และมีประเทศหลายประเทศที่เข้าไปลงทุนและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพม่าโดยเฉพาะจีน ยกเว้นสหรัฐฯที่ดูจะเข้าไม่ติดแต่ก็ยังคงมีอิทธิพลหลงเหลือยู่ในภูมิภาคอาเซียนอยู่มาก

อาเซียนก็พยายามดึงพม่าเข้ามาเป็นสมาชิกในประชาคมอาเซียน ซึ่งก็น่าจะเป็นความต้องการของพม่าด้วย แต่ด้วยเงื่อนไขคือระบบการปกครองที่ต้องปรับไปสู่ระบบประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ซึ่งในวันนี้จึงว่าพม่ายอมดำเนินตามไปอย่างที่เห็นในปัจจุบัน นั่นเป็นสิ่งที่บ่งว่า ลึกๆแล้วสหรัฐฯยังมีอิทธิพลสูงกับประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียน

เพราะการกดกันให้พม่าเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองประเทศ เป็นการกดดันทั้งจากภายในและจากภายนอกประเทศ ภายในคือการขับเคลื่อนของ นางอองซาน ซูจี ที่พยายามขยาย/ต่อสู้เพื่อแนวทางประชาธิปไตยภายในประเทศพม่า และจากภายนอกคือ กลุ่มประชาคมอาเซียนเองที่พยายามผลักดันให้พม่าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียน โดยมีเงื่อนไขที่การปรับเปลี่ยนระบบการปกครองภายในประเทศพม่า

ซึ่งการผลักดันดังกล่าวคือ เป้าหมายและความต้องการของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ

นี่คือภาพของประชาคมอาเซียนในอนาคตที่น่าเป็นห่วง ว่า สุดท้ายแล้วผลประโยชน์ของประชาคมอาเซียนจะตกอยู่สมาชิกของประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียน หรือตกไปอยู่ในเงื้อมมือของมหาอำนาจ อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทรัพยากร/ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ไม่ได้กลับไปสู่ประเทศอาหรับ แต่กลับถูกสูบและส่งออกไปยังประเทศมหาอำนาจและพันธมิตร แม้จะเป็นเรื่องเก่าแต่ก็น่าจับตาและน่าระวัง

บทเรียนที่ผ่านมาน่าจะเป็นตัวอย่างให้แก่ประชาคมอาเซียนว่า หากเกิดประชาคมอาเซียนบวกแปดแล้ว(สหรัฐฯและรัสเซีย) ภูมิภาคนี้จะมีความมั่นคงด้านต่างๆและมีสันติสุข หรือจะเต็มไปด้วยสภาพของความแตกแยกและไร้ซึ่งเสถียรภาพทั้งภายในประเทศและภายในประชาคมอาเซียน จึงเป็นเรื่องที่ต้องรอดูและติดตามกันต่อไป

 

 

ข่าวที่น่าสนใจ
  กองทุนอิสลาม ธ.ก.ส. ประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลทุนไปประกอบพิธีฮัจญ์ และอุมเราะฮ์
  คนปัตตานีพบพิรุธใบปลิวนักรบฟาตอนี5จุด
  ดร.สุรินทร์ หนุน โครงการ HONOR SOCIETY ส่งเด็กเก่งไปนอก
  สมช.เชื่อพวกสุดโต่งยิง 6 ศพ ไม่เกี่ยวถกบีอาร์เอ็น เผย ปู สั่งดูข้อเสนอแต่ยังไม่ตกลง
 
หน้าแรก     |      ในประเทศ     |      รายงาน/วิเคราะห์     |      สัมภาษณ์     |      ต่างประเทศ     |      สารคดี     |      วาไรตี้     |      เกี่ยวกับเรา     |      ติดต่อเรา
Copyrights © 2009 www.publicpostonline.com All Rights Reserved.
E-mail : publicthai@yahoo.com
counter